Harddisk 2 TB ปีนี้สงสัยจะมีใช้กันตามบ้าน 20/02/2552

20 02 2009

ปัจจุบันนับว่าเทคโนโลยีในการผลิตHarddiskได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วจริงๆครับ เค้าว่ากันว่าปีนี้เราจะได้ใช้ Harddisk ขนาด 2 Terabytes กันแล้ว เพราะว่า2ค่ายดังอย่าง Seagate และ Western Digital ต่างก็ออก Harddisk ขนาดนี้ออกมาสู่ตลาดแล้วครับ คาดว่าราคาจะลงมาสู่ระดับที่น่าซื้อภายในปีนี้นี่แหละครับ ลองไปดูรายละเอียดจากข่าวกันครับ

ศึกชนช้างฮาร์ดดิสก์ 2 เทอราไบต์ WD vs Seagate

ใครจะคิดว่าแค่ปี 2009 ผู้ใช้อย่างเราๆ จะได้ใส่ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2 เทอราไบต์ในเครื่อง

ส่งท้ายปลายปี 2008 ซีเกทออกหมัดเด็ด ปล่อยฮาร์ดดิสก์ขนาด 1.5 เทอร์ราไบต์ ออกมาเป็นเจ้าแรก ซึ่งก็รอๆ กันอยู่ว่า Western Digital หรือ WD จะปล่อยฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุมากกว่า 1 เทอราไบต์ เมื่อไหร่ แต่ปีใหม่มาได้ไม่กี่วัน ซีเกทออกข่าวฮาร์ดดิสกรุ่น Barracuda 7200.12  ที่การปรับปรุง Perpendicular Recording ใหม่ ทำให้ใน 1 pallete (จาน) สามารถจุได้ถึง 500 กิกะไบต์ ความหนาแน่นเชิงพื้นที่ระดับ 329 กิกะไบต์/ตารางนิ้ว ทำให้ฮาร์ดดิสก์ขนาดหนึ่ง 1 เทอราไบต์ (รหัส ST31000523AS) ใช้เพียงแค่ 2 palette ทำให้มีอัตราการส่งข้อมูลได้สูงถึง 160-MB/s (maximum sustained data rate) และใช้กำลังไฟน้อยลง ซึ่ง ณ วันนี้ฮาร์ดดิสก์ 1 ตัวสามารถใส่ได้ 4  palette ดังนั้นคาดว่าคงจะได้เห็นฮาร์ดดิสก์ขนาด 2 เทอราไบต์ได้ในปีนี้

แต่พอยังไม่ทันจะข้ามเดือนมกราคม WD ประกาศขายฮาร์ดดิสก์สำหรับผู้ใช้ทั่วไปรุ่น Green รุ่นใหม่ขนาด 2 เทอราไบต์ (WD20EADS)  ซึ่งการปรับปรุงที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ การเพิ่มแคชจากเดิม 16 เมกะไบต์มาเป็น 32 เมกไบต์ และเปลี่ยนมาใช้ Perpendicular Recording ใหม่ ทำให้ใน 1 pallete (จาน) สามารถจุได้ถึง 500 กิกะไบต์ เช่นเดียวกัน แต่จะมีความหนาแน่นเชิงพื้นที่ระดับ 400 กิกะไบต์/ตารางนิ้ว (มากกว่าของซีเกท) ทำให้ ณ วันนี้ WD กลายเป็นผู้ผลิตกลับมาทวงบัลลังก์ผู้นำความจุฮาร์ดดิสก์ได้อีกครั้ง พร้อมกันในรุ่นใหม่นี้ยังทางเลือกความจุขนาด 1.5 และ 1.0 เทอราไบต์ อีกด้วย

มีหรือซีเกทจะนิ่งเฉย หนึ่งอาทิตย์ถัดมาต้นเดือนกุมภา ซีเกทประกาศเปิดตัวฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ขนาด 3.5 นิ้ว สำหรับในตลาดเอ็นเทอร์ไพรซ์ขนาด 2 เทอราไบต์ ในรุ่น Constellation ES พร้อมด้วยเทคโนโลยี PowerChoice ที่สามารถลดกำลังไฟได้ถึง 54 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางซีเกทบอกว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ขนาดความจุ 3.5 นิ้วสำหรับเอ็นเทอร์ไพรซ์เพียงตัวเดียวในท้องตลาดด้วย แต่ถ้าอยากได้ความจุน้อยลงหน่อย ทางซีเกทก็จะมีขนาด 500 กิกไบต์ และ 1 เทอราไบต์ให้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามซีเกทไม่ได้บอกว่าจะจะมีวางจำหน่วยเมื่อไหร่

อย่างไรก็ตามการจะเปรียนเทียบว่าเทคโนโลยีของใครจะดีกว่านั้น คงต้องรอให้ทั้งคู่ ออกฮาร์ดดิสก์ที่อยู่ในระดับเดียวกันออกมาก่อนถึงจะบอกได้ เมื่อถึงเวลานั้นคงได้มีข้อมูลเปรียบมวยเรื่องนี้อีกที ศึกครั้งนี้แค่คงแค่ยกแรกเท่านั้น

ที่มา: http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=408579





เลี้ยงหุ่นยนต์แมว ไม่ต้องกลัวแพ้ขน 04/02/2552

4 02 2009

หลังจากที่ Sony ออกหุ่นยนต์ Aibo ซึ่งเลียนแบบสุนัขมานานมากแล้ว ล่าสุด Sega Toys ก็ได้เปิดตัวหุ่นยนต์แมวบ้าง เราลองมาดูกันครับว่าน่าสนใจแค่ไหน

ญี่ปุ่นคลอดหุ่นยนต์เหมียวเพื่อคนแพ้ขน

 ผู้ผลิตของเล่นสัญชาติญี่ปุ่นเปิดตัวหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงสำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้และผู้ป่วยที่ไม่สะดวกต่อการเก็บสิ่งปฏิกูลจากเพื่อนต่างพันธุ์ มาในรูปหุ่นยนต์แมวเหมียวที่สามารถตอบสนองต่อสัมผัสได้ โดยหากเอื้อมมือไปเกาคางเจ้าเหมียวโรบ็อท คอของเจ้าเหมียวก็จะขยับไปตามมือและทำให้เจ้าของเพลิดเพลินคล้ายคลึงกับการเล่นกับแมวตัวจริง
      
       เซกะทอยส์ (Sega Toys) เปิดตัวหุ่นยนต์แมวเหมียวนี้ในชื่อ ‘Yume-Neko Venus’ หรือ ‘Dream Cat Venus’ เป็นหุ่นยนต์รุ่นใหม่หลังจากที่เซกะทอยส์เปิดตัว Dream Cat Smile ออกมาเมื่อปี 2007 ครั้งนี้เซกะฯปรับปรุงให้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวสามารถทำงานได้ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถตอบสนองต่อสัมผัสได้เหมือนแมวจริงมากขึ้น
      
       เหมียวโรบ็อทสามารถขยับศีรษะ ปรือตา และส่งเสียงครางแบบแมวตัวจริง สามาถลุกนั่ง ลงนอน และจะเข้าสู่”โหมดนอน”ในท่านอนขดอัตโนมัติหากถูกปล่อยทิ้วไปตามลำพังนานเกินไป โดยหากเจ้าของ”เกาพุง”เจ้าเหมียวโรบ็อทจะขยับขา และหากเจ้าของแกล้งดึงหาง เหมียวโรบ็อทก็จะแสดงอาการตกใจให้เห็น
      
       ดูเหมือนว่า สิ่งเดียวที่หุ่นยนต์เหมียวแตกต่างจากแมวตัวจริงจะมีเพียงการไม่ไล่จับหนูตัวจิ๋ว หรือการวิ่งหนีสุนัข โดยเซกะฯไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการจำหน่ายใดๆ ระบุเพียงว่าจะจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม ปีนี้





External Harddisk สำหรับคอ Mac โดยเฉพาะ 23/01/2552

23 01 2009

วันนี้นำอุปกรณ์ที่น่าสนใจสำหรับเหล่าสาวก Mac มาฝากครับ นั้นก็คือ External Harddisk ของ Western Digital ซึ่งทำมาสำหรับชาว Mac โดยเฉพาะโดยมีชื่อรุ่นว่า My Book Mac Edition รายละเอียดสามารถดูได้ทางด้านล่างเลยครับ

WD เปิดตัวฮาร์ดไดรฟ์ใหม่ 2 รุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทเวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (WD) หนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลที่มีชื่อเสียงระดับโลก Macworld Expo บูธหมายเลข  211-  เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (WD) บริษัทผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันจัดเก็บข้อมูลภายนอก เปิดตัวฮาร์ดไดรฟ์แบบติดตั้งภายนอกใหม่สองรุ่น ได้แก่ My Passport สำหรับไดรฟ์แบบพกพาของเครื่องแม็คอินทอช และฮาร์ดไดรฟ์ภายนอกรุ่น My Book Mac Edition เพื่อขยายตลาดระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับเครื่องแม็คอินทอชให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

 

รายงานข่าวแจ้งต่อว่า ฮาร์ดไดรฟ์ทั้งสองรุ่นนี้ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นการเฉพาะสำหรับผู้ใช้เครื่องแม็คอินทอชที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน มีการฟอร์แม็ตฮาร์ดไดรฟ์ไว้ล่วงหน้า ใช้งานโดยต่อทางพอร์ต USB และยังใช้งานจัดเก็บข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับ Apple Time Machine หรือซอฟต์แวร์สำรองข้อมูลยอดนิยมอื่นๆ สำหรับเครื่องแม็คอินทอชได้อย่างราบรื่น เพื่อการเก็บรักษาภาพถ่ายและสื่อดิจิตอลที่มีค่าของผู้ใช้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

 

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า My Passport สำหรับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาได้ของเครื่องแม็คมาในเคสที่มีดีไซน์ทันสมัย ป้องกันการสั่นสะเทือน โดยมีวางจำหน่ายในรุ่นความจุ 320 กิกะไบต์ และ 500 กิกะไบต์ ขณะที่ฮาร์ดไดรฟ์รุ่น My Book Mac Edition ใช้เทคโนโลยีไดรฟ์ประหยัดพลังงาน GreenPower ของ WD สามารถเชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB 2.0 และมีขนาดความจุสูงถึง 1 เทราไบต์

 

นายจิม เวลช์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปของกลุ่มคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (WD) กล่าวว่า WD รับฟังถึงความต้องการของชุมชนผู้ใช้เครื่องแม็คอินทอช โดยต้องการที่จะได้ความเรียบง่ายของฮาร์ดไดรฟ์แบบติดตั้งภายนอกผ่าน USB เพื่อมาเติมเต็มรูปแบบของเครื่องแม็คของพวกเขาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และในปัจจุบัน ผู้ใช้สามารถเลือกอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่สมบูรณ์ที่พร้อมใช้งานกับเครื่องแม็คได้ในทันที และ WD ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้เครื่องแม็คอินทอช ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ My Passport ในดีไซน์ทันสมัยสุดหรู หรือการใช้เทคโนโลยีสำหรับฮาร์ดไดรฟ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในฮาร์ดไดรฟ์รุ่น My Book Mac Edition

ที่มา: http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03d&content=120225





สินค้าใหม่ของ Palm 14/01/2552

14 01 2009

สำหรับ Palm ชื่อนี้ในช่วงหลังอาจจะห่างหายไปสำหรับวงการ PDA ซึ่งโดน PDA Phone ต่างๆแย่งตลาดไปหมด วันนี้ผมมีผลิตภัณฑ์ใหม่ของสาวกชาวปาล์มมาให้ดูครับ ซึ่งเป็นตัวที่น่าใช้มากเลยทีเดียว ลองไปดูกันนะครับ

Palm Pre ความหวังใหม่ของชาวปาล์ม

ทุกวันนี้ ถ้าใครมองหามือถือที่สามารถทำหน้าที่เป็น PIM ได้ ก็คงไม่พ้นจากบรรดามือถือสารพัดยี่ห้อที่ใช้ระบบปฏิบัติการในรูปแบบของวินโดวส์โมบาย ซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อในท้องตลาด นอกจากนั้นก็มี iPhone ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นก็ยังมีมือถือตระกูล Symbian ตามมาห่างๆ แต่ที่เราแทบจะเรียกได้ว่าลืมไปเลยก็คือบรรดามือถือตระกูลปาล์มนั่นเอง

ที่จริง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลายๆ ปีก่อน ถ้าพูดถึง PIM ปาล์มคือตัวเลือกในลำดับต้นๆ แต่ด้วยการพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์เอง ทำให้รูปแบบของตัวเครื่องไม่มีความหลากหลาย และตัวโอเอสของปาล์มเองก็ไมได้พัฒนาให้ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ได้รองรับการทำงานแบบมัลติทาส์ก และด้วยความที่ขาดการพัฒนาของซอฟต์แวร์ จึงทำให้คนหันไปให้ความสนใจกับวินโดวส์โมบายมากกว่า

ถึงวันนี้ปาล์มกำลังกลับมาอีกครั้ง กับ Palm Pre ซึ่งซุ่มปกปิดมาจนกระทั่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2009 นี้ ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ ระบบปฏิบัติการใหม่ และความสามารถที่ไม่ด้อยกว่า iPhone เลย รวมถึงกระทั่ง Android G1 ของกูเกิ้ลด้วย ทำให้หลายๆ คนต่างคาดว่าปาล์มจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งก็เป็นได้

Palm Pre นี้ ทำงานด้วยระบบโอเอสใหม่ที่ชื่อว่า WebOS โดยนอกจากระบบมัลติทาส์กที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว ยังดึงจุดเด่นของความมีสีสันของ iPhone เข้ามาประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของระบบมัลติทัช หน้าจอที่ให้สีสันแบบคัลเลอร์ฟูล รองรับการทำงานของ IM, email หรือ facebook ด้วย

สำหรับการเปิดตัว Palm Pre ในครั้งนี้มาแปลกนิดหน่อย เพราะตัวเรื่องถูกเปลี่ยนไปเป็นแบบสไลด์ ทำให้สามารถใช้หน้าจอขนาด 3.1 นิ้ว ความละเอียด 320×480 พิกเซลได้ ทำให้ใช้งานพื้นที่หน้าจอได้เต็มๆ และเมื่อสไลด์ออกก็จะเห็นคีย์บอร์ดแบบ QWERTY แบบเต็มๆ

 

ตัวเครื่องสามารถต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ โดยในอเมริกานั้นจะใช้เครือข่ายของ Sprint เป็นหลัก (สำหรับการขายแบบเช่าสัญญาณ แต่ก็มีให้เลือกใช้กับเครือข่ายอื่นเหมือนกัน) โดยยังสามารถรองรับกับเครือข่ายของ 802.11b ได้ด้วย และในตัวเครื่องยังมี GPS, มีสเตริโอบลูทูธแบบ EDR ใช้งานร่วมกับหูฟังบลูทูธแบบสเตริโอได้ทันที ขณะที่ iPhone ยังไม่รองรับ พร้อมกับพื้นที่เก็บข้อมูลอีก 8 กิกะไบต์ แต่น่าเสียดายตรงที่ไม่มีสล็อตสำหรับเพิ่มหน่อยความจำได้เอง

 

Palm Pre นับเป็นโทรศัพท์เครื่องแรกของโลกเลยก็ว่าได้ ที่เลือกแพลตฟอร์มของ OMAP 3430 ซึ่งเป็นโพรเซสเซอร์สำหรับโมบาย ประสิทธิภาพสูงจากค่ายของ Texas Instrument มาเป็นหัวใจหลักสำหรับการทำงาน ซึ่งคงรอรอดูตัวเป็นๆ ว่าจะทำงานได้เร็วอย่างที่หวังเอาไว้หรือเปล่า สำหรับโพรเซสเซอร์ตัวนี้ ที่รวมหน่วยประมวลผลแบบสามมิติเอาไว้เรียบร้อยในตัว นอกจากนี้ยังติดตั้งกล้องกล้องขนาด 3 ล้านพิกเซลมาให้ด้วย มีทั้งระบบออโตโฟกัสและแฟลชแบบแอลอีดี และตัวเครื่องก็หนักเพียง 4.8 ออนซ์

ในส่วนของซอฟต์แวร์อื่นๆ นั้น มีเว็บบราวเซอร์แบบเต็มๆ มาให้ มีแอพพลิเคชันสำหรับ IM แบบหลากหลายแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งส่วนของการใช้ฟังเพลงและดูภาพยนตร์ดีวีดีในตัว มีซอฟต์แวร์สำหรับ GPS อย่าง Telenav ในตัว  และยังคงไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์เดิมของการ เป็น PIM ไป

ในฐานะของแฟนตัวยงของปาล์ม งานนี้ต้องเรียกว่าปาล์มอาจจะกลับมาผงาดได้อีกครับ ในสมรภูมิใหม่ที่ชื่อว่าสมาร์ทโมบาย

ที่มา : http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=408431





USB 3.0 เผยโฉมออกมาแล้วครับ

31 12 2008

พอดีไปเจอมาครับ เป็นUSB 3.0 ซึ่งเพิ่งจะเผยโฉมกันออกมาให้เห็น ต่อไปเราคงจะได้เห็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้การเชื่อมต่อในความเร็วสูงมากด้วยเจ้านี่แหละครับ ลองไปดูกันครับ

USB 3.0 เร็วกว่า USB 2.0 ถึง 10 เท่า!!

ตัวจริงปรากฏโฉมให้ชาวโลกได้เห็นสักทีครับกับ USB 3.0 ที่เป็นข่าวคราวมาตั้งแต่ต้นปี วันนี้ Intel ได้นำออกมาเผยแพร่ให้สื่อมวลชลจากทั่วโลกได้สัมผัสกับประสิทธิภาพและเทคโนโลยีใหม่ที่จะเป็นมาตรฐานพอร์ตเชื่อมต่อความเร็วสูงในอนาคต ซึ่งตามข่าวเขาอ้างว่า USB 3.0 นั้นเร็วเป็น 10 เท่า ของ USB 2.0 เลยทีเดียว โดยในการทดสอบที่จัดขึ้นในงาน IDF ครั้งนี้พบว่าในการคัดลอกข้อมูลขนาด 27 GB จากฮาร์ดดิสก์สู่ฮาร์ดดิสก์ผ่านพอร์ต USB 3.0 นั้นมันใช้เวลาคัดลอกเพียง 70 วินาที เท่านั้น (นาทีกว่าๆ) ส่วนเจ้า USB 2.0 นั้นต้องใช้เวลาถึง 15 นาที เลยทีเดียวถึงจะคัดลอกข้อมูลได้สมบูรณ์.

พอร์ต USB 3.0 สามารถใช้งานกับพอร์ตเดิมแบบ USB 2.0 ได้

ซึ่งนอกจากความเร็วที่มากจนเหลือเชื่อแล้ว USB 3.0 ยังได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในของสายส่งสัญญาณเล็กน้อยคือ ได้ทำการแยกสายส่งข้อมูลกับสายรับข้อมูลไว้คนละเส้นกัน อีกทั้งได้ปรับปรุงเรื่องกระแสไฟฟ้าภายในพอร์ต USB ให้ดีขึ้นสามารถเชื่อมต่อกับ USB Hub ได้มากกว่า 4 อุปกรณ์อีกด้วยครับ.

เมื่อมีดีก็ต้องมีร้ายกันเล็กน้อยเมื่อ USB 3.0 ที่เอาไว้ต่อกับกล้องดิจิตอลหรืออุปกรณ์อื่นใดที่ใช้พอร์ต mini-USB อาจจะต้องมีการเปลี่ยนกันเล็กน้อยครับเพราะเขาได้เปลี่ยนหัวเสียบแบบใหม่ให้บางและใหญ่ขึ้น (ตามภาพด้านยน) ซึ่งแน่นอนว่ามันจะไม่สามารถใช้งานได้กับกล้องดิจิตอลหรืออุปกรณ์อื่นใดในรุ่นปัจจุบันได้…แต่อย่างใดเสียก็ไม่ต้องตกใจไปครับเพราะนี่ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมในอนาคต อีกทั้งกำหนดการที่มันจะออกมาให้เราๆ ได้ใช้งานจริงๆ ก็กลางปีหน้านู้นแหละครับ.

ที่มา : http://hardware.arip.co.th/?p=1193





กรีนเทคโนโลยี

8 12 2008

ช่วงหลังๆมานี้พวกอุปกรณ์ต่างๆที่วางขายกันตามท้องตลาดมักจะเน้นเรื่องการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกันมาก โดยเฉพาะ Hardware ของ Computer ซึ่งปัจจุบันมักจะลดปริมาณสารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมลง แล้วก็อาศัยจุดนี้เป็นจุดขาย ซึ่งเบื้องหลังก็ไม่รู้ว่าไอที่ทำไปมันจะช่วยสิ่งแวดล้อมได้มากแค่ไหน และผู้ขายนั้นจริงจังกับเรื่องนี้แค่ไหน

วันนี้ผมได้ไปอ่านเจอบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้พอดีเลยนำมาฝากไว้ครับ ลองอ่านกันดูได้นะครับ

กรีนเทคโนโลยี แค่จุดขายทางการตลาด 

ปัจจุบัน ถึงแม้บรรดาผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่มักจะหยิบยกประเด็น “สิ่งแวดล้อม” มาใช้เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดมากขึ้น เรียกว่า อะไรก็ต้องกรีนเทคโนโลยีทั้งสิ้น แต่จากการจัดอันดับผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวฉบับที่ 10 ของกรีนพีซพบว่า ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ยังไม่จริงจังต่อการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแท้จริง
       
       เนื้อหาของรายงานดังกล่าวระบุว่า นับตั้งแต่ที่มีการจัดอันดับเป็นครั้งแรกในปี 2549 ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ได้พัฒนาก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะด้านการลดใช้สารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์และการรับผิดชอบต่อขยะอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม การพัฒนายังไม่ครอบคลุมถึงประเด็นด้านพลังงาน แม้ผู้ผลิตเหล่านี้ล้วนมีศักยภาพที่จะช่วยแก้วิกฤตปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ รวมถึงการผลักดันรัฐบาลเพื่อเป็นผู้นำแก้ปัญหา มีผู้ผลิตเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ลงมือกระทำการดังกล่าวอย่างแท้จริง โดยโมโตโรล่า เดลล์ แอปเปิล เลอโนโว ซัมซุง นินเทนโดและแอลจี เป็นกลุ่มผู้ผลิตที่ยังไม่มีแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต รวมถึงขาดการตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติและมีส่วนช่วยแก้ปัญหาที่ชัดเจน
       
        การเป็นผู้ผลิตสีเขียวอย่างแท้จริงนั้น ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญกับทุกประเด็น คือทั้งด้านพลังงาน สารพิษ และการรีไซเคิล ทั้งนี้ เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ (Low carbon economy) กรีนพีซจึงผนวกการประเมินผู้ผลิตในด้านพลังงานโดยดูจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผลิตภัณฑ์ การใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาด และการสนับสนุนหรือผลักดันภาครัฐให้เป็นผู้นำในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
       
       จากการจัดอันดับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สีเขียวจำนวน 18 แบรนด์พบว่า ผู้ผลิต 9 แบรนด์ได้รับคะแนนเกินกว่าครึ่ง หรือ 5 ใน 10 คะแนน ผู้ผลิตส่วนใหญ่ได้คะแนนจากหลักเกณฑ์ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของผลิตภัณฑ์ มีเพียงฟูจิตสึ-ซีเมนส์ ฟิลิปส์และชาร์ปเท่านั้นที่ได้รับคะแนนจากการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่มากเพียงพอ และมีเพียงฟิลิปส์และเอชพีที่ได้คะแนนสูงสุดจากการให้คำมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตทั้งระบบ และพบว่า ผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่ใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานในการผลิต แม้ว่าผู้ผลิตบางรายเป็นผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์เองก็ตาม โดยมีเพียงโนเกียซึ่งเป็นอันดับหนึ่งที่สามารถจัดหาพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานในการผลิตได้มากกว่า 25% และมีแผนที่จะจัดหาเพิ่มเป็น 50% ให้ได้ภายในปี 2553
       
       ในทางกลับกัน ผู้ผลิตที่โดดเด่นในเกณฑ์ด้านพลังงานกลับทำได้ไม่ดีในเกณฑ์ด้านสารพิษในผลิตภัณฑ์และความรับผิดชอบต่อขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฟิลิปส์ ซึ่งต่อต้านนโยบายความรับผิดชอบของผู้ผลิตแต่ละรายที่มุ่งให้ผู้ผลิตเก็บรวบรวมผลิตภัณฑ์ของตนเมื่อเสื่อมสภาพแล้วนำไปรีไซเคิลรวมถึงออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ส่วนเอชพีไม่มีผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ปลอดจากสารเคมีอันตรายวางขายในตลาด แม้กระทั่งแผนที่จะหยุดใช้สารเคมีอันตราย ในขณะที่ผู้ผลิตหลายรายเริ่มพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์ที่ปลอดสารเคมีอันตรายสามารถผลิตได้จริง เช่น ผลิตภัณฑ์บางรุ่นจากโนเกีย โซนี-อีริคสัน โตชิบา ฟูจิตสึ-ซีเมนส์ ชาร์ปและแอปเปิล
       
       บริษัทที่มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในการจัดอันดับฉบับล่าสุด ประกอบด้วย โมโตโรล่า กระโดดจากอันดับที่ 15 มาเป็นที่ 7 โตชิบาขึ้นจากอันดับที่ 7 มาเป็นที่ 3 และชาร์ปขึ้นจากอันดับที่ 16 มาเป็นที่ 10 และผู้ผลิตที่มีอันดับลดลงส่วนมากเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ เช่น เอเซอร์ เดลล์ เอชพีและแอปเปิล
       
       อย่างไรก็ตาม แอปเปิล ได้คะแนนเพิ่มจากการแจ้งข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของตน และผลิตภัณฑ์ไอพ็อดรุ่นใหม่ปลอดจากสารเคมีอันตราย พีวีซี และสารหน่วงไฟโบรมีน
       
       “กรีนพีซเรียกร้องให้ผู้ผลิตทุกรายพยายามลดและยกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายและรับผลิตภัณฑ์ของตนกลับไปรีไซเคิล พร้อมทั้งนำหลักเกณฑ์ด้านพลังงานไปปฏิบัติ” พลาย ภิรมย์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านสารพิษ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว
       
       และที่สำคัญ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์จะเป็นสีเขียวได้จริง ผู้ผลิตทุกรายต้องไม่หยุดเพียงแค่ปฏิบัติตามข้อบังคับขั้นต่ำของกฎหมาย แต่จะต้องพัฒนาให้อุตสาหกรรมไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริงและต่อเนื่อง

ที่มา : http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9510000140489





Harddisk รุ่นใหม่ คุณสมบัติมากมายเกินตัว 22/11/2551

22 11 2008

วันนี้ได้ไปเจอ Harddisk รุ่นใหม่รุ่นหนึ่งครับ อ่านแล้วน่าสนใจมาก เพราะ Harddisk ตัวนี้ มีทั้งการเข้ารหัสในตัว ความเร็วในการเขียนอ่านสูง ความจุสูง ขนาดเล็ก และที่สำคัญยังเป็นมิตรกับธรรมชาติอีกด้วย เราลองไปดูกันครับว่า Harddisk ตัวนี้มันมีอะไรบ้าง

ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แซฟวิโอ (Savvio) กินไฟน้อยกว่าฮาร์ดไดรฟ์ขนาด 3.5 นิ้วโดยทั่วไป ถึงร้อยละ 70 และเป็น สถาปัตยกรรมยูนิฟายด์ สตอเรจ ของซีเกท (Seagate’s new Unified Storage architecture)

ซีเกท เปิดตัวไดรฟ์สำหรับองค์กรที่เร็วที่สุดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก คือฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ตระกูลแซฟวิโอ 15เค.2 (Savvio 15K.2 HDD) ที่หมุนด้วยความเร็ว 15,000 รอบต่อนาที

ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แซฟวิโอ 15เค.2 เป็นฮาร์ดไดรฟ์ที่มีประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือสูงที่สุดในอุตสาหกรรม และมีการให้ออพชั่นสำหรับการเข้ารหัสไดรฟ์ด้วยตนเอง ที่สำคัญคือกินไฟน้อย ทั้งฮาร์ดไดรฟ์แซฟวิโอ 15เค.2 และฮาร์ดไดรฟ์แซฟวิโอ 10เค.3 (Savvio 10K.3) ที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมยูนิฟายด์ สตอเรจ รุ่นใหม่ของซีเกทซึ่งรวม คุณสมบัติทางด้านอินเตอร์เฟซของดิสก์ไดรฟ์ ขนาดและการรักษาความปลอดภัยเข้าไปอยู่ในแพล็ทฟอร์มที่ดีและทรงพลังที่สุดแต่ยังคงเป็นโซลูชั่นสำหรับจัดเก็บข้อมูลที่ใช้งานได้ง่าย เมื่อสถาปัตยกรรมยูนิฟายด์ สตอเรจรุ่นใหม่ของซีเกทและฮาร์ดไดรฟ์ตระกูลแซฟวิโอรวมเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดการพัฒนาด้านความสามารถในการจัดการ การรวมเข้าด้วยกัน ความปลอดภัยและประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ในขณะที่ยังคงสร้างความมั่นใจในความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจอย่างไม่มีที่ติ 

ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แซฟวิโอ 15เค.2 สำหรับใช้งานกับเครื่องแม่ข่าย (server) มีขนาดความจุ 146 กิกะไบต์ และ 73 กิกะไบต์ พร้อมกับอินเตอร์เฟซ เอสเอเอส 2.0 (SAS 2.0 interface) ซึ่งทำงานด้วยความเร็ว 6 กิกะบิตต่อวินาที (Gb/s) สิ่งนี้ ทำให้เกิดระบบเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น สามารถโอนถ่ายข้อมูลได้เร็วขึ้น ร้อยละ100 และมีความแรงของสัญญานที่เพิ่มมากขึ้นในระยะทางที่ยาวขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการรองรับและต่อขยายระบบในการจัดเก็บข้อมูล ด้วยเหตุนี้ ฮาร์ดไดรฟ์แซฟวิโอ 15เค.2 จึงเป็นไดรฟ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกำหนด RAID configurations และในที่สุดจะทำให้ประสิทธิภาพของระบบสูงขึ้นถึง ร้อยละ 115 เมื่อเปรียบเทียบกับระบบที่ใช้ไดรฟ์ขนาด 3.5 นิ้ว สำหรับเครื่องแม่ข่ายโดยทั่วไป

ด้วยเทคโนโลยีพาวเวอร์ทริม (PowerTrim? technology) ที่ติดตั้งมาด้วย ไดรฟ์แซฟวิโอ 15เค.2 กินไฟน้อยลงถึง ร้อยละ 70 เมื่อเปรียบเทียบกับไดรฟ์ขนาด 3.5 นิ้วที่หมุนด้วยความเร็ว 15,00 รอบต่อนาที นอกจากนี้ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แซฟวิโอ 15เค.2 รุ่นที่สองยังเป็นไดรฟ์ขนาด 2.5 นิ้ว เพียงรุ่นเดียว ที่หมุนด้วยความเร็ว 15,000 รอบต่อนาที ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความน่าเชื่อถือในระดับองค์กร ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์แซฟวิโอ 15เค.2 ยังเป็นไดรฟ์ที่มีขนาดเล็กสำหรับองค์กรที่หมุนด้วยความเร็ว 15,000 รอบต่อนาที รุ่นแรกที่ใช้การเข้ารหัสด้วยตนเองซึ่งใช้มาตรฐานการเข้ารหัสอันทันสมัยระดับเดียวกับรัฐบาล (Advanced Encryption Standard (AES) government-grade encryption) ทำให้สามารถปกป้องข้อมูลตลอดอายุการใช้งานของไดรฟ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากยกเลิกการใช้งานในศูนย์ข้อมูล

“ปัจจุบัน เงื่อนไขของเครื่องแม่ข่ายและสตอเรจ อาร์เรย์ (storage array) ในองค์กร ให้ความสำคัญในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายในด้านพลังงานและการทำให้ไดรฟ์เย็นลง เพื่อตอบสนองความต้องการทางด้านประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการที่เพิ่มขึ้น และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับรัฐบาลและอุตสาหกรรม” นายเชอร์แมน แบล็ค รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดและกลยุทธ์ กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก บริษัทซีเกท เทคโนโลยี แอลแอลซี (Sherman Black, senior vice president, Marketing and Strategy, Core Products Group, Seagate Technology LLC.) กล่าว “ไดรฟ์แซฟวิโอ 15เค.2 และสถาปัตยกรรมยูนิฟายด์ สตอเรจของซีเกทตอบสนองความต้องการเหล่านี้ต่อไป โดยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีพื้นฐานที่ดีที่สุด ช่วยลดความสลับซับซ้อน ลดค่าใช้จ่าย และความสบายใจในการจัดเก็บข้อมูล ให้กับฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ”

“ไดร์ฟขนาดเล็ก 2.5 นิ้ว จะทำให้ลูกค้าสามารถลดความเสี่ยงและลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากใช้พลังงานน้อยลง มีประสิทธิภาพสูงและมีความพร้อมด้านข้อมูล ” นายรอน โนเบลทท์ รองประธาน ฝ่ายบริการด้านวิศวกรรมเครื่องแม่ข่ายมาตรฐานอุตสาหกรรมของเอชพี (Ron Noblett, vice president, Shared Engineering Services, Industry Standard Servers, HP) กล่าว “จากการจับคู่แพล็ทฟอร์ม x86 ระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม คือเอชพี โปรไลแอนท์ (HP ProLiant) เข้ากับไดรฟ์แซฟวิโอ 15เค.2 ลูกค้าสามารถเข้าถึงโซลูชั่นที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อตอบสนองความต้องการที่จำเป็นของระบบปฏิบัติการธุรกิจของพวกเขา”

“การเปิดตัวไดรฟ์เหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าของเครื่องแม่ข่ายเดลล์ พาวเวอร์เอดจ์ (Dell PowerEdge server) และผลิตภัณฑ์จัดเก็บข้อมูลพาวเวอร์วอลท์ (PowerVault storage) ได้ตระหนักถึงความแตกต่างด้านความหนาแน่นในการจัดเก็บข้อมูลสูงขึ้น ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นและการกินไฟน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับโซลูชั่นแบบเดียวกัน ที่มีขนาด 3.5 นิ้ว” นายดาร์เรน โทมัส รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรกิจจัดเก็บข้อมูลของเดลล์ (Darren Thomas, vice president and general manager for Dell’s Storage Business) กล่าว “ไดรฟ์รุ่นนี้ช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถย่นระยะเวลาในการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ต้องเสียประโยชน์จากความจุที่น้อยลงหรือบิลค่าไฟที่สูงขึ้น” 

 สถาปัตยกรรมยูนิฟายด์ สตอเรจ ของซีเกทนำมาซึ่งความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว (Seagate Unified Storage architecture delivers long-term business sustainability)

ในอดีต ความหลากหลายของอินเตอร์เฟซ ขนาดของไดรฟ์ ตลอดจนโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยของไดรฟ์ที่มีอยู่ในขณะนี้ อาจเพิ่มความสลับซับซ้อนและเพิ่มค่าใช้จ่ายสำหรับทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและโออีเอ็ม ความผิดพลาดในการเลือกผลิตภัณฑ์ในวันนี้อาจทำให้การจัดเก็บข้อมูลในศูนย์ข้อมูลไม่สามารถอัพเกรดได้โดยง่ายและจะยิ่งเพิ่มความยุ่งยากในสภาพแวดล้อมที่สลับซับซ้อนอยู่แล้ว สถาปัตยกรรมยูนิฟายด์ สตอเรจของซีเกทรวมเทคโนโลยีที่ดีที่สุด อันได้แก่ซีเรียล แอทแทช สกัซซี่ (Serial Attached SCSI) ขนาดของไดร์ฟที่เล็ก รวมถึงการเข้ารหัสด้วยตนเอง (Self-Encrypting Drive) เข้าไปในระดับพื้นฐาน เพื่อให้เกิดความทรงพลังในการจัดเก็บข้อมูลและง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจและการปฏิบัติการในขณะที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดความสลับซับซ้อน

สถาปัตยกรรมยูนิฟายด์ สตอเรจของซีเกท นำมาซึ่งการจัดเก็บข้อมูลระดับพื้นฐาน สำหรับบริษัทต่าง ๆ ที่ดำเนินงานในเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นใจในความยั่งยืนในระยะยาวของธุรกิจของพวกเขาผ่านทางการดำเนินงานด้านไอทีที่ดีที่สุด บริษัทต่าง ๆ สามารถลดความเสี่ยงของผลกระทบต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความสามารถในการแข่งขันหรือความสามารถในการทำกำไรของพวกเขาได้ เมื่อโครงสร้างระบบจัดเก็บข้อมูลและการใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลในศูนย์ข้อมูลถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดทั้งในด้านพลังงาน ระบบทำความเย็นและประสิทธิผลในการจัดการความหนาแน่นของพื้นที่ที่ดีขึ้น และเนื่องจากบทบาทของไดรฟ์ขนาดเล็กมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระยะยาวของศูนย์ข้อมูลในองค์กร ซีเกทจะขยายส่วนประกอบนี้ไปในของการใช้สถาปัตยกรรมยูนิฟายด์ สตอเรจ ทุกระดับในอนาคต

“การสร้างมาตรฐานของดิสก์ไดรฟ์ขนาดเล็กสำหรับใช้งานในองค์กร ด้วยอินเตอร์เฟซ เอสเอเอส 2.0 เช่น เดียวกับไดรฟ์แซฟวิโอ 15เค.2 ของซีเกทจะทำให้เกิดการประหยัดจากขนาดของธุรกิจหรือกำลังการผลิต (economies of scale) สำหรับ อุตสาหกรรมการจัดเก็บข้อมูล” นายจอห์น ริดนิ่ง ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยผลิตภัณฑ์ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของไอดีซี (John Rydning, IDC’s Research Director for hard disk drives) กล่าว “ไอดีซีคาดว่าการจัดส่งไดรฟ์ขนาดเล็กสำหรับใช้งานในองค์กรไปยังโซลูชั่นสำหรับจัดเก็บข้อมูลในองค์กรจะเข้ามาแทนที่ไดรฟ์สำหรับองค์กรขนาด 3.5 นิ้วรุ่นดั้งเดิม ภายในปี พ.ศ. 2552” 

“แอลเอสไอจะร่วมมือกับซีเกทในการช่วยตอบสนองความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลในองค์กรรุ่นถัดไป” นายฟิล บัลลิงเกอร์ รองประธานบริหาร กลุ่มจัดเก็บข้อมูลเอ็นจีนิโอของแอลเอสไอ (Phil Bullinger, executive vice president, Engenio Storage Group, LSI) กล่าว “การเปลี่ยนแปลงไปยังแพล็ทฟอร์มขนาดเล็กด้วยความปลอดภัยที่มีอยู่ภายในและ อินเตอร์เฟซ เอสเอเอส ที่ความเร็ว 6 กิกะบิทต่อวินาที เป็นการผสมผสานกันอย่างทรงพลังสำหรับสถาปัตยกรรมยูนิฟายด์ สตอเรจของซีเกท แอลเอสไอสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้และเห็นว่ามันจะช่วยตอบสนองความต้องการลูกค้าของเราได้อย่างดี”

ความปลอดภัยในระดับเดียวกับรัฐบาลเพื่อลดค่าใช้จ่ายและความสลับซับซ้อนเมื่อเลิกใช้ฮาร์ดไดรฟ์ ด้วยความมุ่งมั่นของซีเกทเพื่อเพิ่มคุณสมบัติในด้านความปลอดภัยผ่านทางกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ไดรฟ์แซฟวิโอ 15 เค.2 และ 10เค.3 ถูกนำเสนอด้วยเทคโนโลยีการเข้ารหัสไดรฟ์ด้วยตนเองหรือเอสอีดี (Self-Encrypting Drive (SED) technology) อย่างสูงสุดและนำเสนอความปลอดภัยข้อมูลในระดับเดียวกับรัฐบาลตลอดอายุการใช้งานของไดรฟ์ เทคโนโลยี เอสอีดีทำให้การเลิกใช้และกำจัดไดรฟ์ทำได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ มาเกี่ยวข้องซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ มักไม่สมบูรณ์ สลับซับซ้อน มีค่าใช้จ่ายสูงหรืออาจจะมีข้อผิดพลาด สำหรับข้อมูลสำคัญที่จะต้องยังคงมีความปลอดภัย และเนื่องจากระบบทั้งหมดจะถูกเลิกใช้ ไม่ว่ามันจะถูกย้าย นำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น หรือถูกนำไปทิ้ง ข้อมูลในไดรฟ์แซฟวิโอ เอสอีดียังคงมีความปลอดภัยตามมาตรฐานการเข้ารหัสอันทันสมัยระดับเดียวกับรัฐบาลตลอดเวลา

ที่มา : http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=408098 

ดูแล้ว อนาคต Harddisk คงมีอะไรตื่นตาตื่นใจมากขึ้นไปอีก ต่อไปอาจจะกลายเป็นคอมพิวเตอร์ตัวเล็กๆอีกตัวเลยก็เป็นได้นะครับ 555