RFC วิชา Hack Your Mind

1 03 2009

1.ท่านชอบการบรรยายของวิทยากรรับเชิญท่านใดมากที่สุด โปรดให้เหตุผล
ตอบ
ชอบการบรรยายของอาจารย์ขวัญนภา ชูแสงครับ เนื่องจากอาจารย์ได้บรรยายหัวข้อที่น่าสนใจอย่างมาก นั่นก็คือเรื่องของ Millionaire’s Mind ซึ่งอาจารย์ก็ได้อธิบายเรื่องต่างๆได้สนุกสนานและน่าสนใจดี อีกทั้งวิธีการปฏิบัติที่อาจารย์ได้ให้มาก็ล้วนชัดเจนและง่ายต่อการปฏิบัติ นอกจากนี้อาจารย์ยังให้เบอร์โทรศัพท์ไว้เพื่อคนที่ปฏิบัติตามได้โทรศัพท์ไปพูดคุยได้อีกด้วย แสดงถึงความมีน้ำใจของอาจารย์เป็นอย่างมากครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่อาจารย์ได้บรรยายคือเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษ ซึ่งก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะได้มุมมองในการออกเสียงแบบที่ไม่เคยเรียนมาก่อน และเมื่อลองออกเสียงตามก็พบว่ามันใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาจริงๆ นับว่าได้ประโยชน์อีกมากเช่นกันครับ

2.ท่านชอบเนื้อหาการบรรยายของอ.ธงชัยเรื่องใดมากที่สุด โปรดให้เหตุผล
ตอบ
ชอบเรื่องชี่กงครับ เพราะได้ความรู้ในเรื่องที่แปลกใหม่จริงๆ ได้ลองปฏิบัติดูและได้เห็นผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจออกมาด้วย ไม่คิดว่าในวิชาไหนจะได้มีโอกาสเรียนเรื่องแบบนี้ได้ครับ หลังจากได้เรียนแล้วยังรู้สึกอยากจะเรียนรู้เพิ่มเติมอีกด้วย เพราะอยากจะรู้ว่ามันเป็นศาสตร์ที่ทำอะไรได้อีกบ้าง และให้ผลลัพธ์ได้แค่ไหนครับ

3.โปรดเลือกสามหัวข้อที่ท่านต้องการเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือสนใจเป็นพิเศษ โดยเรียงตามลำดับจากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุด และให้เหตุผลประกอบ
ตอบ
1.กฎแห่งการดึงดูด เพราะ เป็นหัวข้อที่ได้รับการกล่าวขวัญอย่างมากในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา และเมื่อได้ลองปฏิบัติไปบ้างแล้วพบว่าได้ผลลัพธ์ในระดับหนึ่งครับ ยังอยากจะรู้เพิ่มเติมว่ามันมีความพิเศษและมีเคล็ดลับอะไรอีกบ้างเพื่อให้ใช้กฎนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆครับ
2.การสร้างแรงบันดาลใจ เพราะ ในหลายครั้งที่เห็นคนที่รู้จักมีปัญหา หรือท้อแท้ แม้ว่าในบางครั้งเราจะช่วยเค้าได้แต่กลับช่วยให้กำลังใจเค้าไม่ได้ครับ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ จึงอยากเรียนรู้เรื่องนี้เพื่อจะได้ใช้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นด้วยครับ
3.การนำเสนอ เพราะ ในโลกปัจจุบัน การนำเสนอมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผลงานที่ได้ทำเลย เพราะเป็นช่องทางสุดท้ายที่จะชี้เป็นชี้ตายสิ่งที่เราได้ทำมาครับ ไม่ว่าเราจะทำงานได้ดีแค่ไหนแต่ถ้านำเสนอได้ไม่ดี ก็อาจจะทำให้สิ่งที่ทำมาเสียแรงเปล่าได้ครับ จึงเห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เสริมทักษะให้แข็งแกร่งมากขึ้นครับ

4.ท่านได้นำสิ่งที่ได้จากการเรียนวิชานี้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง
ตอบ
จริงแล้วได้นำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้แล้วหลายอย่างเลยครับ ทั้งเรื่องกฎแห่งการดึงดูด การออกเสียงภาษาอังกฤษ การทำ Brain Gym โดยเรื่องเหล่านี้ผมได้ลองไปทำในชีวิตประจำวันอยู่เรื่อยๆเลยครับ แต่ว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่เป็นตัวอย่างชัดเจนของการนำไปใช้คือ เรื่องการพาตัวใจกลับบ้านของอาจารย์ศุภวรรณ กรีน ซึ่งผมได้ใช้บ่อยมากในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับหน้าที่เป็นตัวแทนนิสิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้ต้องขึ้นเวทีต่างๆมากมาย อีกทั้งยังต้องไปออกสื่อต่างๆเพื่อให้สัมภาษณ์ และยังต้องเป็นผู้อัญเชิญถ้วยพระราชทานในงานฟุตบอลประเพณีอีก โดยแต่ละครั้งจะเกิดความตื่นเต้นอย่างมาก ผมจึงนำวิธีพาตัวใจกลับบ้านของอาจารย์ศุภวรรณมาใช้ ทำให้ใจสงบ ลดความตื่นเต้นไปได้มาก จนสามารถทำงานดังที่กล่าวมาได้ดีครับ

5.ท่านคิดว่าควรมีการสอบทักษะของเล่นที่ใช้ความคล่องแคล่วของมือหรือไม่ โปรดให้เหตุผล
ตอบ
คิดว่า มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ครับ เนื่องจาก ตัวผมเองยังไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจนอื่นๆของการฝึกทักษะของเล่นที่ใช้ความคล่องแคล่วของมือ นอกจากเรื่องของการได้ฝึกสมาธิ จึงเห็นว่าแม้ว่ากิจกรรมนี้จะมีประโยชน์ แต่ถ้ามีกิจกรรมอื่นๆที่สามารถให้ประโยชน์ได้มากกว่า ก็อาจจะนำมาแทนกิจกรรมนี้ครับ เช่นการทำโครงงานอะไรซักอย่างที่เกี่ยวกับจิตใจเป็นต้นครับ

6.ท่านต้องการให้เชิญวิทยากรด้านใดมาบรรยายเพิ่มเติม โปรดเสนอชื่อวิทยากรหรือเนื้อหาที่ต้องการ
ตอบ
อยากให้เชิญวิทยากรเกี่ยวกับความตลกมาบรรยายครับ เนื่องจากผมคิดว่าการหัวเราะในชีวิตของเราเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากสังคมปัจจุบันต่างมีแต่เรื่องเคร่งเครียด ดังนั้นถ้าได้วิทยากรมาช่วยสอนเรื่องการปล่อยมุขหรือสร้างความสนุกสนานให้กับคนอื่น ก็จะดีมากๆครับ เพราะจะได้ให้ทุกคนนำไปใช้กับเพื่อนๆหรือครอบครัว เพื่อสร้างความสุขให้กับตนเองและผู้อื่นครับ

7.โปรดตั้งคำถามและคำตอบหนึ่งข้อ เสมือนว่าท่านเป็นอาจารย์ผู้สอนวิชานี้
คำถาม: ท่านคิดว่าแก่นหรือแนวความคิดหลักที่ต้องการจะสื่อในวิชานี้คืออะไร
ตอบ ผมคิดว่าแก่นหรือแนวความคิดหลักที่ต้องการจะสื่อในวิชานี้คือจิตใจของมนุษย์มีพลังอยู่มหาศาล ยิ่งถ้าเรารู้จักมันและรู้จักที่จะใช้มันอย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างไม่ยากเย็น และจะสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้นั้นเอง วิชานี้จึงสอนให้เรารู้จักจิตใจของเราในแง่ต่างๆ เพื่อให้เราดึงศักยภาพของตัวเราเองออกมาได้อย่างเต็มที่ครับ

Advertisements




Hack Your Mind Class 19/02/2552

19 02 2009

ในที่สุดคาบสุดท้ายของการเรียนการสอนก็มาถึงจนได้ครับ คาบนี้อาจารย์ธงชัยได้เป็นผู้สอนเอง โดยสิ่งที่อาจารย์ได้นำมาสอนคือเรื่องของ ความถนัดในการรับรู้ และเรื่องของ ชี่กง ครับ

ความถนัดในการรับรู้ของคนเราโดยทั่วไปจะแบ่งหลักๆเป็น 3 ชนิดครับคือ

1. Visual ถนัดรับรู้ด้วยการมอง

2. Auditory ถนัดรับรู้ด้วยการฟัง

3. Kinesthetic ถนัดรับรู้ด้วยการปฏิบัติ

โดยการจำแนกว่าเป็นแบบไหนนั้น สามารถทำได้ด้วยการทำแบบทดสอบครับ ซึ่งผลปรากฏว่าผมได้แบบ Visual หรือถนัดการรับรู้จากการมองนั้นเองครับ โดยอาจารย์ธงชัยก็ได้ทำการสอบถามทั้งห้องว่าใครเป็นแบบไหนกันบ้าง พบว่ามีแบบ Auditory อยู่น้อย ซึ่งตรงกับสมมติฐานที่อาจารย์เคยตั้งไว้ว่า คนแบบนี้จะไม่ค่อยชอบเรียนวิชา Hack Your Mind ครับ

เรื่องต่อมาก็คือเรื่อง ชี่กง ครับ อาจารย์ธงชัยได้สอนให้พวกเราลองทำท่าต่างๆครับเริ่มตั้งแต่การนวดจุดเหลากงซึ่งอยู่บริเวณกลางฝ่ามือครับ

ต่อจากนั้นก็ลองสัมผัสถึงพลังชี่โดยการทำใจให้สงบ หันฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหากัน แล้วให้ฝ่ามือเคลื่อนที่เข้าหากัน และเคลื่อนที่ออกจากกัน ไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้รู้สึกถึงอะไรบางอย่างได้ครับ เช่น ความร้อน แรงดูด แรงผลัก เป็นต้น

ท่าต่อมา ให้ยืนขึ้น หันฝ่ามือเข้าหาตัว โดยอยู่ข้างหน้าตัวห่างจากลำตัวเล็กน้อย มือหนึ่งไว้สูงระดับอก อีกมือไว้สูงระดับท้องน้อย จากนั้นให้เคลื่อนมือทั้งสองสลับที่กันเป็นวงไปเรื่อยๆครับ

ท่าต่อมา ให้หันฝ่ามือเข้าหากันปลายนิ้วชี้ไปข้างหน้า มืออยู่ระดับท้องน้อย แล้วให้เคลื่อนที่เข้าหากัน และเคลื่อนที่ออกจากกัน ไปเรื่อยๆครับ

ท่าสุดท้ายเป็นท่าเก็บพลัง ให้ประสานมือให้จุดเหลากงอยู่ตรงกันโดยผู้ชายให้ขวาทับซ้าย ส่วนผู้หญิงให้ซ้ายทับขวา และวางไว้บริเวณท้องน้อย เสร็จแล้วให้นวดตามเข็มนาฬิกา 36 รอบ และทวนเข็มนาฬิกาอีก 36 รอบครับ เป็นอันเสร็จสิ้น

สำหรับวันนี้ก็ยังได้รับความรู้กันจนถึงท้ายสุดจริงๆครับ ไว้พบกันวันปาร์ตี้ 6 มีนาคมนะครับ 😀





Hack Your Mind Class 12/02/2551

12 02 2009

วันนี้วิทยากรที่มาบรรยายคือดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ครับ ซึ่งอดีตเคยเป็นอาจารย์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเป็นผู้คิดค้นระบบลงจอดบนดาวอังคารของยานอวกาศไวกิ้ง อีกด้วยครับ โดยในวันนี้ดร.อาจองได้มาพูดเรื่อง การฝึกจิต เพื่อชีวิตที่ยั่งยืน ครับ

สิ่งแรกที่อาจารย์ให้ทำคือลองนึกถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ดู ครับ ซึ่งเมื่อนึกออกมาได้แล้วก็จะพบว่าแต่ละเรื่องนั้นจริงๆสามารถเป็นไปได้ครับ เช่น การบินโดยไม่ใช้เครื่องบิน ก็ให้ใช้แรงที่เรียกว่า Anti-Gravity ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบครับ สรุปว่าทุกเรื่องนั้นสามารถเป็นไปได้นั้นเองครับ

สิ่งต่างๆที่เราพูดหรือทำ ล้วนเริ่มต้นมาจากจิตภายในของเราครับ คนเรามักจะไปมองหาความสุขข้างนอกกาย ทั้งๆจริงๆแล้วมันเริ่มต้นที่จิตของเรา ทำให้เราไม่ได้พบกับความสุขที่แท้จริง พบเพียงความตื่นเต้นทางอารมณ์ ซึ่งถ้าเราต้องการความสุขที่แท้จริงต้องมาหาที่จิตครับ

ความรู้ต่างๆที่เราร่ำเรียนมา หลายๆครั้งในชีวิตมักไม่ได้ใช้ แต่ความรู้ที่จำเป็นต้องใช้กลับไม่รู้ เช่นบัณฑิตที่ว่ายน้ำไม่เป็น เมื่อเรือล่ม ความรู้ทั้งหลายก็ช่วยอะไรไม่ได้ ตรงกับคำที่ว่า ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

เวลาเมื่อเราได้รับคำด่า ให้ลองพิจารณาดูว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร มันเป็นเพียงแค่คลื่นสั่นสะเทือนของอากาศเท่านั้น ไม่สามารถทำให้เราทุกข์ใจได้ ให้เรานึกขอบคุณคนที่ด่าเราว่าสอนให้เราได้ฝึกตนเอง

ทุกวันนี้เราส่วนใหญ่ต่างตกเป็นทาสของประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่นหูเราเรียกร้องอยากจะฟัง MP3 เราก็ต้องหามา ตาเราอยากดูสิ่งสวยงาม เราก็ต้องหามา ซึ่งจริงๆแล้วเราควรพิจารณาให้ดีว่า เราเป็นผู้ใช้ประสาทสัมผัสเหล่านี้ เราไม่ได้เป็นทาสของมัน ต้องรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์และอย่าให้มันควบคุมเรา

สิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา เรามักจะไม่พอใจอยากจะเปลี่ยนแปลงมัน ซึ่งเป็นเรื่องยาก เรื่องที่ง่ายกว่านั้นคือการเปลี่ยนแปลงตนเองจะดีกว่า

ความคิดของเรานั้นเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ และก่อให้เกิดโทษได้เช่นกัน เมื่อเราใช้มัน มันก็จะเกิดประโยชน์ทำให้เราสามารถทำสิ่งต่างๆได้ แต่ถ้าเราไม่ใช้มัน มันก็จะกลับมาทำร้ายเรา ทำให้เราฟุ้งซ่าน ดังนั้นเราจึงต้องรู้จักวิธีการจัดการกับมันให้ดี

เราควรดำรงชีวิต ด้วยการเจริญศีล สมาธิและปัญญา อยู่เสมอ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และมีสติ ในอนาคตเราจะต้องพบเจอกับปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับโลกของเรา น้ำจะท่วมกรุงเทพ และประเทศอื่นๆ บางประเทศจะจมหายไป แผ่นดินไหวบางที่อาจรุนแรง แต่ถือว่าประเทศไทยโชคดีเพราะไม่เกิดอะไรร้ายแรงมากนัก

สำหรับวันนี้ก็ได้ทั้งความรู้และข้อคิดอย่างมากครับ เรียกได้ว่าเป็นความรู้ที่ล้ำค่ามากๆ ต้องขอบคุณทั้งอาจารย์อาจองและอาจารย์ธงชัยมากๆเลยครับ





Hack Your Mind Class 05/2/2552

5 02 2009

วันนี้มีวิทยากรมาบรรยายอีกแล้วครับ ซึ่งท่านคืออ.วรธนัท ธัญญหาญ โดยท่านมาบรรยายเรื่อง ความเป็นเลิศทางอารมณ์ หรือ Emotional Exellence in the Workplace โดยเป็นหลักสูตรที่สร้างขึ้นโดย Dr. Leonard Yong ครับ

ในปัจจุบันเราพบว่า คนที่มี IQ สูงหลายๆคนไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เนื่องจาก IQ อย่างเดียวนั้นไม่พอครับ คนเรายังต้องการ EQ ด้วย เพื่อควบคุมตนเอง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

นอกจากนี้จากงานวิจัยพบว่า องค์กรต่างๆจะประสบความสำเร็จได้ จะต้องมีทีมงานที่มี EE สูง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานครับ

คนทั่วไปมักจะเห็นและรับรู้เฉพาะในสิ่งที่ตนเองคาดหวัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป แต่คนที่มี EE สูง จะเห็นและรับรู้ในสิ่งที่ใกล้เคียงกับความจริงครับ

การที่เราจะมี EE สูงได้ เราจะต้องเข้าใจทั้งตนเองและผู้อื่น ดังนั้นในหลักสูตรนี้จึงมีแบบทดสอบเพื่อแบ่งคนออกเป็นประเภทต่างๆ โดยแบบทดสอบนี้มีชื่อว่า Leonard Personality Inventory ซึ่งแบ่งคนออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. Openness เป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ ชอบอะไรท้าทายแปลกใหม่ ไม่ชอบสิ่งซ้ำซาก

2. Neutral เป็นคนชอบความมั่นคง ความกลมเกลียว ไม่ชอบการขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลง

3. Analytical ชอบความถูกต้องแม่นยำ ชอบระแวดระวัง ไม่ชอบความเสี่ยง

4. Relational ชอบความสนุกสนาน ชอบการพบปะผู้คน ไม่ชอบความซ้ำซาก จำเจ

5. Decisive ชอบอิสระ ชอบความท้าท้ายและการแข่งขัน ชอบเป็นผู้นำ ไม่ชอบการเป็นผู้ตามและการเป็นผู้แพ้

ทั้งนี้ในคนแต่ละคนอาจจะมีลักษณะมากกว่า1อย่างอยู่ในตัว เช่นมีทั้ง Openness และ Decisive

สำหรับตัวผมเอง ผมได้ Opennes ครับ

เมื่อเรารู้จักจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเราเองและผู้อื่นแล้ว ก็ต้องพยายามดึงจุดแข็งของตัวเองและผู้อื่นออกมาให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งหลีกเลี่ยงจุดอ่อน จุดด้อยด้วย เราก็จะสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสบายใจครับ

สำหรับวันนี้ถือว่าได้รับความรู้ชิ้นใหญ่กลับบ้านไปเลยทีเดียวครับ ต้องขอขอบคุณอาจารย์ธงชัย และ อาจารย์วรธนัท มากๆเลยครับ





Hack Your Mind Class 29/01/2552

1 02 2009

สำหรับการเรียน Hack your mind ในครั้งนี้ ผมเองไม่ได้เข้าเรียนครับ เนื่องจากต้องไปออกรายการสีสันบันเทิงสดในฐานะตัวแทนนิสิต ผมจึงได้นั่งอ่าน Blog ของเพื่อนๆ และสรุปออกมาครับ

ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในช่วงแรก อาจารย์ธงชัยได้สอนเกี่ยวกับ Presentation โดย อาจารย์ได้กล่าวถึงลักษณะที่ดีของ Presentation ซึ่งต้องมี3อย่างคือ

– Simple เรียบง่าย ไม่งง เอาสิ่งที่รู้อยู่แล้วออก แต่เพิ่มสิ่งที่ช่วยในการรับรู้เข้ามา

– Different มีความแตกต่างโดดเด่น

– No Noise ตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป

ส่วนการทำ Presentation Slide นั้นมีข้อควรคำนึงคือ

– ไม่ควรใส่แต่ข้อความมากๆ เนื่องจากจะทำให้อ่านยาก ดูแล้วงง

– ใส่รูปภาพให้เกี่ยวข้องกับ Presentation

– การเน้นข้อความให้ใส่ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน จึงจะมีประสิทธิภาพ

– การใช้รูปภาพในบางครั้ง เมื่อใช้รูป 2 มิติอาจจะทำให้ดูง่ายกว่ารูป 3 มิติ

– ไม่ควรใช้ Template ซ้ำกับคนอื่น

– ไม่ควรใส่สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องลงไปใน Slide

สำหรับช่วงต่อมาก็ได้คุณดำเกิงมาเป็นวิทยากร ซึ่งเรื่องแรกที่คุณดำเกิงได้พูดถึงก็คือเรื่อง Mind Map โดยคุณดำเกิงได้แนะนำถึงวิธีใช้ Mind map ในการนำเสนอ ซึ่งจะมีข้อดีคือผู้ชมจะได้เห็นถึงโครงสร้างในการนำเสนอ แต่ว่าอาจจะใส่รายละเอียดได้ไม่มากนัก นอกจากนี้ Mind Map ยังสามารถนำไปใช้นำเสนอ Resume ของตนเองได้อีกด้วย

เรื่องต่อมา คุณดำเกิงได้สอนถึงเรื่องการตลาด ซึ่งโดยหลัก ผู้ขายจะต้องเข้าใจลูกค้าก่อน และนำเสนอและสนองสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ก็จะสามารถขายได้ นอกจากนี้ ก็ยังต้องดูอีกว่าผู้ที่เราไปเสนอนั้นมีอำนาจในการซื้อเท่าไร โดยส่วนมากคนที่มีอำนาจซื้อน้อย จะเรื่องมาก

สำหรับพฤหัสบดีที่ผ่านมาก็ขอบคุณอาจารย์ธงชัยและคุณดำเกิงที่ได้ให้ความรู้กับนิสิตเป็นอย่างมากครับ ผมเองเสียดายอยู่เหมือนกันที่ไม่ได้ไปฟังเอง แต่ว่าการได้อ่านสิ่งที่เพื่อนๆได้เขียนไว้ก็นับว่าได้ความรู้เพิ่มอีกมากทีเดียวครับ ขอบคุณเพื่อนๆด้วยครับ 🙂





การบ้าน Hack Your Mind 30/01/2552

30 01 2009

ผลครั้งแรกและครั้งที่2ต่างกันที่

1. Visual Recognition Memory โดยครั้งแรกจำได้แค่2 แต่ครั้งที่2จำได้ครบ เพราะว่าจำรูปได้ตั้งแต่เฉลยครั้งแรก

2. Visual Memory Capacity โดยครั้งแรกจำได้แค่16 แต่ครั้งที่2จำได้ครบ น่าจะเพราะว่ารู้ว่าโจทย์เป็นอย่างไร จึงคิดวิธีจำไว้ก่อน

3. Remember to do things ซึ่งเป็นแบบสอบถาม ต่างกันเพราะประสบการณ์ล่าสุดน่าจะส่งผลต่อการตอบแบบสอบถามมาก

4. Smiley face ครั้งแรกลืมกด แต่ครั้งที่2จำได้





Hack Your Mind Class 22/01/2552

22 01 2009

วันนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรคืออาจารย์ขวัญนภา ชูแสง ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกายาวนานถึง 15 ปี และยังเป็นที่ปรึกษาในการวางหลักสูตรภาษาอังกฤษให้กับสถาบันบอสตันไบรท์อีกด้วย โดยในวันนี้อาจารย์ได้มาพูดเรื่อง Millionaire Mind ซึ่งฟังแค่หัวข้อก็รู้สึกน่าสนใจมากแล้วครับ

เริ่มต้นเลยอาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่าจิตใจของมนุษย์เรานั้นเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง โดยปกติพลังที่มาจากจิตสำนึกจะมีเพียงแค่ 7% ซึ่งเทียบได้กับ ส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ส่วนอีก 93% จะมาจากจิตใต้สำนึกซึ่งเทียบได้กับส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำนั้นเอง

การจะทำให้รวยได้นั้นเราต้องค่อยๆปรับเปลี่ยนจิตใต้สำนึกของเราให้สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆได้มากๆเหมือนกับคนรวย โดยความรู้ที่อาจารย์จะมาสอนได้รับมาจาก ที ฮาฟ เอคเคอร์ซึ่งเป็นผู้ที่เคยจน แต่ปัจจุบัน มีรายได้ถึง 150 กว่าล้านบาทต่อการทำสัมมนา1ครั้ง

กระบวนการง่ายๆที่จะค่อยๆเปลี่ยนจิตใต้สำนึกในเรื่องเงินของเรานั้น อาจารย์ได้สอนให้เราแบ่งรายรับของเราใส่กล่อง6กล่อง โดยแต่ละกล่องมีรายละเอียดดังนี้

1.Play 10% ใช้สร้างความสุขให้กับตัวเอง

2.Education 10% ใช้หาความรู้ให้กับตัวเอง

3.Financial Free Account 10% ใช้สำหรับการนำไปลงทุน(อย่างระมัดระวัง)

4.Long Term Success Saving 10% ใช้สำหรับเก็บไว้เพื่อเป้าหมายระยะยาวเช่น บ้าน รถ

5.Donation 5% ใช้สำหรับการบริจาค การทำประโยชน์แก่ผู้อื่น

6.Daily Expense 55% ใช้สำหรับสิ่งทั่วๆไปในการดำเนินชีวิต

อาจารย์ได้กล่าวว่าให้ลองนำไปปฎิบัติดู2เดือนแล้วจะพบกับความมหัศจรรย์เข้ามาในชีวิต ซึ่งถือเป็นเพียงขั้นแรกเท่านั้น ส่วนขั้นต่อๆไปรอให้ทำขั้นแรกให้ได้ก่อน

หลังจากนั้น อาจารย์ก็ได้สอนเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษอีกด้วย โดยมีเคล็ดลับคือ การออกเสียงภาษาอังกฤษนั้นให้หยุดที่สระ ส่วนตัวสะกดให้นำไปเป็นพยัญชนะต้นสำหรับพยางค์ต่อไป และการอ่านให้อ่านทั้งประโยคจนถึงจุด Full Stop หรือ comma ไม่ให้อ่านทีละคำ

สำหรับวันนี้ก็ถือว่าได้ความรู้ที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียวครับ ไว้ต้องลองไปปฏิบัติดู และต้องขอบคุณทั้งอาจารย์ธงชัยและอาจารย์ขวัญนภามากๆเลยครับที่ทำให้วันนี้ได้ความรู้กันอีกเพียบครับ