หุ้นตก เงินบาทอ่อน อีกแล้วครับท่าน 21/02/2551

21 02 2009

ช่วงนี้รู้สึกว่าแต่ละข่าวที่ผมเอามาฝาก มันมักจะเป็นข่าวร้ายนะครับ 555

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เงินบาทได้อ่อนค่าลงซึ่งก็ไม่ได้นับว่าเป็นข่าวร้ายซะทีเดียว เพราะพวกส่งออกอาจมีกำไรเพิ่มจากตรงนี้บ้าง แต่ว่าหุ้นมันก็ตกลงไปนิดๆด้วยเหมือนกันครับ เหตุอาจจะเพราะช่วงนี้ข่าวร้ายมันเยอะ 55 ลองไปดูรายละเอียดกันดีกว่าครับ

กสิกรคาดค่าเงินบาทแกว่งในช่วง 35.60-35.90 จับตากนง.ประชุมสัปดาห์น้า ขณะที่หุ้นมีแนวโน้มปรับตัว เหตุไร้ปัจจัยใหม่กระตุ้นตลาด

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า ค่าเงินบาทในประเทศ (Onshore) ร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ ท่ามกลางความอ่อนแอของสกุลเงินในภูมิภาค (โดยเฉพาะเงินวอนเกาหลีใต้ และเงินดอลลาร์ไต้หวัน) ตลอดจนแรงซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตลาดคาดว่า เป็นการเข้าแทรกแซงค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

นอกจากนี้เงินบาทยังถูกกดดันจากความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐของกลุ่มผู้นำเข้า ขณะที่แรงขายเงินดอลลาร์สหรัฐของผู้ส่งออก (โดยเฉพาะผู้ส่งออกทองคำ) เริ่มชะลอลง ทั้งนี้เงินบาทอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือนที่ 35.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนฟื้นตัวกลับมายืนที่ระดับประมาณ 35.65 (ตลาดเอเชีย) เทียบกับระดับ 35.14 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (13 กุมภาพันธ์)
 
ในสัปดาห์นี้ (วันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2552) ธนาคารพาณิชย์จะมีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ นอกจากนี้ก็จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน ทั้งนี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินคงจะขึ้นอยู่กับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธที่ 25 ก.พ.นี้ เป็นสำคัญ

ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตามและอาจมีผลต่อความเคลื่อนไหวในตลาดเงินและตลาดตราสารหนี้ไทย ได้แก่ แถลงการณ์หลังการประชุมของ กนง. ตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือนของ ธปท.ในช่วงสิ้นเดือน ตลอดจนทิศทางของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ

ส่วนเงินบาทในประเทศอาจเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 35.60-35.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดคงจะจับตาสัญญาณการเข้าแทรกแซงตลาดของธปท. และแนวโน้มการอ่อนค่าของสกุลเงินในภูมิภาค ตลอดจนตัวเลข GDP ของไทยประจำไตรมาส 4/2551 ในช่วงต้นสัปดาห์
  
ส่วนดัชนีตลาดหลักทรัพย์  ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 434.67 จุด ปรับตัวลดลงร้อยละ 2.49 จาก 445.77 จุดในสัปดาห์ก่อน และร่วงลงร้อยละ 3.40 จากสิ้นปี 2551 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสัปดาห์เพิ่มขึ้นร้อยละ 14  จาก 31,814.47 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อนหน้า มาอยู่ที่ 36,269.65 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงจาก 7,953.62 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 7,253.93 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันขายสุทธิที่ 1,749.83 ล้านบาท และ 1,442.10 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิที่ 3,191.94 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 166.96 จุด ปรับตัวลดลง 0.14% จาก 167.20 จุดในสัปดาห์ก่อน แต่ขยับขึ้น 2.47% จากสิ้นปีก่อน
 
ส่วนแนวโน้มในสัปดาห์นี้ (23-27 ก.พ. 52) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยและบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าดัชนีอาจปรับตัวลง เนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามาสนับสนุน รวมทั้งยังอาจมีแรงกดดันจากการเมืองในประเทศ ขณะที่ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2551 ของสศช.ในวันจันทร์ ผลการประชุมนโยบายการเงินของ กนง. ในช่วงกลางสัปดาห์ การรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของธปท. ในวันศุกร์และการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไทย รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ

ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันในตลาดโลก และการปรับตัวของตลาดหุ้นภูมิภาค รวมทั้งการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2551 (ขั้นต้น) ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 430 และ 423 จุด ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 448 และ 456 จุด ตามลำดับ

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20090221/18482/คาดเงินบาทแกว่งช่วงแคบ-หุ้นลงเหตุไร้ปัจจัย.html





ขนาดเศรษฐกิจยุโรปยังแย่เลย 14/02/2552

14 02 2009

เศรษฐกิจโลกจนถึงปัจจุบันยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้นเลยครับ วันนี้ไปอ่านข่าวก็ยังเจอเรื่องเศรษฐกิจยุโรปที่หดตัว ทั้งๆที่ยุโรปมีประเทศที่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอยู่หลายประเทศครับ แสดงว่าเราก็ต้องเตรียมรับมือกับเศรษฐกิจที่จะพบกับกำลังการซื้อที่ลดลงอีกแล้วหละครับ เราลองไปดูข่าวที่ผมเอามาฝากกันดีกว่าครับ

คณะกรรมาธิการยุโรปยอมรับเศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่อง เผยไตรมาส4 ปีที่ผ่านมาหดตัวลงกว่า 1.5%

คณะกรรมาธิการยุโรป เผยว่า การหดตัวของเศรษฐกิจรายไตรมาส ในกลุ่มประเทศยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโร ช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2551 ดิ่งลงเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน

ทั้งนี้ เศรษฐกิจเยอรมนี ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจยุโรปหดตัวลงถึง 2.1% นับเป็นการหดตัวรายไตรมาสครั้งใหญ่ที่สุดของเยอรมนี นับตั้งแต่มีการรวมเยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออกเข้าเป็นชาติเดียวกันเมื่อปี 2533

ขณะที่เศรษฐกิจอิตาลี ก็หดตัวลง 1.8% ส่วนเศรษฐกิจฝรั่งเศส หดตัว 1.2% ส่งผลให้ตัวเลขโดยรวมของ GDP หรือ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศของกลุ่มสหภาพยุโรป 27 ชาติ ซึ่งรวมทั้งอังกฤษ ที่ไม่ได้เงินยูโร หดตัวลงจากไตรมาสที่ 3 ของปีที่แล้ว 1.5%

สหภาพยุโรปเตรียมที่จะจัดการประชุมฉุกเฉินที่กรุงมาดริดของสเปนในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อหารือแนวทางในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่บรรดาชาติสมาชิกอียู บางประเทศเริ่มใช้นโยบายกีดกันทางการค้ากันแล้ว เพื่อคุ้มครองสินค้าในประเทศ

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/news/finance/foreign/2009/02/14/news_16342.php





เศรษฐกิจไทย น่ากลัวกว่าที่คิด 24/01/2552

24 01 2009

หลังจากเข้าปีใหม่มานี้บทวิเคราะห์ต่างๆก็พากันทำนายถึงข่าวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้ แต่ล่าสุดทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ประกาศการคาดการณ์ที่แย่กว่าที่เคยมีคนคาดไว้เสียอีก ลองไปอ่านกันดูนะครับ แต่ว่าก็อย่าตื่นตระหนกกันไป ถ้าทุกคนกอดเงินไว้หมด เศรษฐกิจก็จะไม่เดินนะครับ 😀

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประมาณการ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ใหม่ โดยคาดว่าจะขยายตัวระหว่าง 0-2% ลดลงจากเดิมมาก

ที่ประเมินก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัว 3.8-5.0% ซึ่งหากพิจารณาตัวเลขแค่นี้เราคงไม่ “ตื่นเต้น” อะไรมากนัก เพราะก่อนหน้านี้ หลายสำนักรวมถึงกระทรวงการคลัง ก็ประเมินอยู่ในระดับใกล้เคียง และเมื่อช่วงวันที่ 5 มกราคม 2552 ในช่วงที่คณะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำทีมเศรษฐกิจหารือ ผู้บริหารแบงก์ชาติ ก็เคยออกมาระบุแล้วว่าแบงก์ชาติประเมินตัวเลขที่ 0.5-2.5% แต่ผ่านไปถึง 14 มกราคม 2552 การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ ก็ตัดสินใจปรับลดอีกครั้งเหลือ 0-2% อย่างที่ประกาศอย่างเป็นทางการในรายงานเงินเฟ้อ เมื่อวานนี้ จะเห็นว่าเวลาผ่านไปไม่นานนัก จาก 5 มกราคม ถึง 14 มกราคม แบงก์ชาติยังตัดสินใจปรับลดลงไปแล้ว 0.5% แสดงให้เห็นว่า “ข้อมูล” ในการตัดสินใจ “แย่ลงมาก” ยิ่งดูเนื้อหาในการตัดสินใจปรับลดครั้งนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าหากมาตรการต่างๆ ที่คลอดออกไปไม่ตรงจุดและไม่ได้ผลแล้ว โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะอยู่ต่ำกว่า 2% มายืนระดับ 0% หรือ “ติดลบ” เป็นไปได้ตลอดเวลา

 แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้น และ “น่ากลัวกว่าที่คิดไว้” ตรงที่มุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่ระบุไว้ในรายงานที่ออกมาวานนี้โดยระบุไว้ชัดเจนว่า “เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 แล้วหมายความว่าที่ผ่านมาแรงส่งของการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอกว่าที่คณะกรรมการได้คาดไว้ ดังนั้น ในระยะต่อไปเศรษฐกิจสหรัฐจึงมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้มาก คณะกรรมการจึงปรับข้อสมมติ การขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ โดยคาดว่าจะหดตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2551 ไปจนถึงต้นปี 2553 และหลังจากนั้น จะเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป” อย่างที่บอกหากใครได้อ่านหรือรับรู้สัญญาณนี้ย่อมรู้ดีกว่า “แนวโน้มแย่กว่าที่คิด” เพราะก่อนหน้านี้ รวมถึงรัฐบาลไทยเอง คลอดมาตรการ 2 ครั้งที่ผ่านมาอยู่บนสมมติฐานที่เชื่อว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว ดังนั้น ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยก็น่าจะฟื้นตัวตามไปด้วย เหตุผลเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเกิน 70% ดังนั้น ในทางกลับกันหากเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้น ซึ่งรวมถึงยุโรปและญี่ปุ่นที่คาดว่าจะติดลบไปถึงปี 2553 ด้วยแล้วนั้น ทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจในปีนี้ จะโตติดดิน 0% เป็นไปได้มากขึ้น

จากเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญที่ติดลบกันถ้วนหน้า ทำให้แบงก์ชาติประเมินใหม่ว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าปีนี้จะหดตัว 5.5-8.5% ลดลงอย่างมากจากที่เคยคาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 7-10% ที่สำคัญ ในเชิงปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการ ร่วง 2.5-5.5% ในกรณีที่เศรษฐกิจโลกในกรณีฐานขยายตัว 0.9% แต่หากเศรษฐกิจโลกหดตัวลงถึง 1% ในกรณีเลวร้ายก็มีความเป็นไปได้ที่ปริมาณการส่งออกจะหดตัวลงถึง 7.8% แต่ถึงกระนั้น แบงก์ชาติยังมองในมุมที่ดีกว่าดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะเกินดุลจากการชะลอตัวของการนำเข้าที่ลดลงตามทิศทางการชะลอตัวของการลงทุน แม้ว่าการพิจารณาฐานตัวเลขวันนี้ ตลอดปีเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นติดลบ แต่ถึงกระนั้น โอกาสที่เศรษฐกิจไทยรายไตรมาสจะติดลบก็มีสูง โดยเฉพาะไตรมาส  4 ปีที่แล้วซึ่งยังไม่ประกาศออกมา รวมถึงไตรมาสแรกปีนี้ ทั้งนี้ ข้อมูลในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อของแบงก์ชาติระบุว่า “ความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวของจีดีพีเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จะขยายตัวต่ำกว่า 0% ในไตรมาสสี่ปี 2551 มีสูงถึง 81% ไตรมาส 1 ปีนี้มีโอกาสหดตัว 76% ส่วนไตรมาส 2 มีโอกาสที่จีดีพีติดลบ 44%”

 คำถามในเชิงนโยบายจึงมีอยู่ว่า เมื่อตัวเลขที่โชว์ออกมา “แย่กว่าที่คิดไว้” มาตรการที่รัฐบาลออกมา มีโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จมีสูงมาก นั่นคือ ความหวังที่จะเห็นการฟื้นตัวในครึ่งปีหลังหรือจีดีพีของไทยอยู่ระดับ 2% ตามเป้าหมายนั้น “ยากมาก” ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักจึงอยู่ที่ว่า ต้องมีเม็ดเงินมากพอที่พร้อมจะกระตุ้นในอีกหลายระลอก และทุกบาทที่ลงสู่เศรษฐกิจนั้นต้องเกิดผลในเชิงประสิทธิภาพมากที่สุด เหตุเพราะเงินมีต้นทุนและมีจำกัด ซึ่งประเทศไหนที่ไม่เตรียมกระสุนหรืองบประมาณมากพอที่จะจะเผชิญความเลวร้ายครึ่งปีหลัง จะฉุดให้เศรษฐกิจประเทศนั้นถดถอยยาวนาน ซึ่งบทเรียนนี้ประเทศญี่ปุ่นรับรู้มาแล้ว ดังนั้น การมองเศรษฐกิจในแง่ร้ายไว้บ้าง อาจจะช่วยให้เรารอดตัวไปได้ในอนาคต

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/news/politics/analysis/2009/01/24/news_9950.php





ตลาดอนุพันธ์ อีกหนึ่งตลาดทุนที่น่าลงทุน 12/01/2552

12 01 2009

ตลาดอนุพันธ์ นับวันก็จะยิ่งมีคนมาสนใจมากยิ่งขึ้นครับ เพราะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เราสามารถลงทุนและใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงได้ ซึ่งสำหรับประเทศไทยก็จะควบคุมโดย บริษัทตลาดอนุพันธ์(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดยในปีที่ผ่านมาพบว่าผู้ลงทุนสนใจมากขึ้นครับ ส่วนจะมากแค่ไหนลองไปดูข่าวที่ผมเอามาฝากดูครับ

ตลาดอนุพันธ์ปี 2551 ซื้อขายทะลุ 2 ล้านสัญญา ตั้งเป้าปี 2552 10,900 สัญญาต่อวัน

ตลาดอนุพันธ์ปี 2551 ซื้อขายทะลุ 2 ล้านสัญญา ตั้งเป้าปี 2552 10,900 สัญญาต่อวัน

ตลาดอนุพันธ์ปี 2551 วอลุ่มรวม 2.15 ล้านสัญญา หรือซื้อขายเฉลี่ย 8,837 สัญญาต่อวัน
เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 69 ตั้งเป้าปี 2552 วอลุ่มเฉลี่ย 10,900 สัญญาต่อวัน เน้นพัฒนา
คุณภาพสินค้า เดินหน้าเปิดซื้อขาย Gold Futures ปรับปรุงสัญญา SET50 Index Options ให้
เหมาะสมขึ้น และเปิดซื้อขาย Stock Futures เพิ่มเติม

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง
ผลการดำเนินงานในปี 2551 ว่า ภาวะการซื้อขายอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในปี
2551 อยู่ที่ 8,837 สัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 69 เมื่อเทียบกับ 5,219 สัญญาต่อวันในปี 2550 ซึ่ง
ประกอบด้วย SET50 Index Futures 8,498 สัญญาต่อวัน SET50 Index Options 185 สัญญาต่อวัน
และ Stock Futures 154 สัญญาต่อวัน คิดเป็นมูลค่าการซื้อขายรวมเฉลี่ย 3,810 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 32 จากระดับ 2,883 ล้านบาทในปี 2550 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24 ของมูลค่าการซื้อขายใน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สถานะคงค้างรวม ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2551 อยู่ที่ระดับ 22,747 สัญญา

“ในปีที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ทางการเงินของโลกส่งผลให้ผู้ลงทุนเห็นความสำคัญของการใช้อนุพันธ์เพื่อ
บริหารความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น โดยตลาดอนุพันธ์มีปริมาณการซื้อขายต่อวันสูงสุดที่ 21,474 สัญญา เมื่อ
วันที่ 29 ตุลาคม 2551 สำหรับจำนวนผู้ลงทุน ก็พบว่าผู้ลงทุนยังให้ความสนใจเปิดบัญชีซื้อขายโดยมี
จำนวนทั้งสิ้น 15,893 บัญชี เพิ่มขึ้นร้อยละ 67 จากในปี 2550 ที่ระดับ 9,531 บัญชี สัดส่วนผู้ลงทุน
ประกอบผู้ลงทุนทั่วไปร้อยละ 56.57 ผู้ลงทุนสถาบันร้อยละ 26.38 และผู้ลงทุนต่างประเทศร้อยละ 17.05
สำหรับสัดส่วนการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตคิดเป็นร้อยละ 14.82 ของปริมาณการซื้อขายรวม เพิ่มขึ้นจาก
ปีก่อนที่มีสัดส่วนการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ร้อยละ 11.31” นางเกศรากล่าว

ในด้านบริษัทสมาชิก ตลาดอนุพันธ์มีบริษัทสมาชิกเพิ่มขึ้นจาก 25 รายเป็น 36 ราย และกำลังอยู่ระหว่าง
การรับสมาชิกเพิ่มเติมเพื่อซื้อขายโกลด์ฟิวเจอร์สอีก 4 ราย โดยในปีที่ผ่านมามีผู้ลงทุนทั่วไปนิยมเปิด
บัญชีซื้อขายอนุพันธ์จำนวนมาก ทำให้บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีฐาน
ผู้ลงทุนในกลุ่มลูกค้าทั่วไปเป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด ตามด้วย บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้
จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย)
จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน)

“เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา ตลาดอนุพันธ์ยังได้เปิดซื้อขาย Stock Futures ที่อ้างอิงกับหุ้น
PTT, PTTEP และ ADVANC และยังได้มีการปรับปรุงวิธีการคำนวณหลักประกันตามค่าความเสี่ยงของ
ฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ผู้ลงทุนถืออยู่ (Risk-based Margining) ซึ่งทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสสามารถ
ซื้อขายอนุพันธ์ได้โดยใช้ต้นทุนต่ำลง” นางเกศรากล่าวเสริม

นางเกศราได้กล่าวถึงเป้าหมายของตลาดอนุพันธ์ ในปี 2552 ว่า “ในปีนี้ตลาดอนุพันธ์จะเน้นการพัฒนาที่
สินค้าให้ตอบสนองความต้องการของผู้ลงทุน โดยจะเปิดให้มีการซื้อขาย Gold Futures ขนาดน้ำหนัก 50
บาททองคำ หรือ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับทองคำน้ำหนัก 50 บาททองคำ ในวันที่ 2
กุมภาพันธ์ 2552 นี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนมีเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงหรือทำกำไรจากความผันผวนของ
ราคาทองคำได้ จากนั้น ก็จะเร่งปรับปรุงลักษณะของ SET50 Index Options ให้สอดคล้องกับความ
ต้องการของตลาดมากขึ้น โดยจะดำเนินการไปพร้อมกับมาตรการการเสริมสภาพคล่องอื่น ๆ และการให้
ความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ลงทุน โดยจะมีการจัด Trading Simulation เพื่อส่งเสริมให้ผู้ลงทุนเรียนรู้วิธีการ
ซื้อขายออปชั่นผ่านเกมจำลองการซื้อขายเสมือนจริง ซึ่งจะทำให้ผู้ลงทุนสามารถใช้ออปชั่นบริหารพอร์ต
ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ตลาดอนุพันธ์จะเปิดซื้อขาย Stock Futures ที่อ้างอิงกับหุ้นอื่น
ๆ เพิ่มเติม ซึ่งโดยมากเป็นกลุ่มหุ้นที่มีขนาดใหญ่ มีสภาพคล่องสูง และผู้ลงทุนนิยมลงทุนอยู่แล้ว โดยใน
ปี 2552 ตลาดอนุพันธ์วางเป้าหมายว่าจะมีปริมาณซื้อขายเฉลี่ย 10,900 สัญญาต่อวัน”

ที่มา : http://www.set.or.th/set/newsdetails.do?type=H&time=1231221420000&filename=dat%2Fnews%2F200901%2F09000291.t09&source=SET&headline=TFEX+News+%3A%B5%C5%D2%B4%CD%B9%D8%BE%D1%B9%B8%EC%BB%D5+2551+%AB%D7%E9%CD%A2%D2%C2%B7%D0%C5%D8+2+%C5%E9%D2%B9…&symbol=SET&language=th&country=TH





ภาพเศรษฐกิจของตลาดIT ปี2552

31 12 2008

ปี2551ที่ผ่านมานี้ ได้เกิดเหตุการณ์มากมายที่ทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งก็กระทบกับทุกตลาดไม่เว้นแม้แต่ตลาด IT ซึ่งทำให้ ปี2552 น่าจะเป็นอีกปีที่ผู้ประกอบการ IT จะต้องเหนื่อยกันหน่อยครับ เรามาดูกันว่าในปี2552ผู้ประกอบการต่างๆจะรับมือกันอย่างไรครับ

ไอที ปี52 วิกฤติพลิกเกม “ผู้ค้า” เปลี่ยนพฤติกรรม “ผู้ซื้อ”

คำเปรียบเปรยที่ว่าปี 2552 จะเป็นปีเผาจริงของเศรษฐกิจ คงจะไม่ไกลจากความจริงมากนัก เพราะหลังจากกูรูในหลายวงการออกมามองภาพธุรกิจตรงกันโดยไม่ต้องนัดหมายว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ทุกธุรกิจเหนื่อยแน่นอน ไม่เว้นแม้แต่ “ตลาดไอที”

หนึ่งในดัชนีชี้วัดอำนาจการจับจ่ายของผู้บริโภค ซึ่งล่าสุดสำนักวิจัยทั้งไทยและเทศฟันธงแล้วว่า ปี 2552 จะเป็นปีที่ตลาดขยายตัวไม่ถึง 7%
 นายเอกชัย ศิริจิระพัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ไอทีซิตี้ ผู้ค้าปลีกไอทีรายใหญ่ กล่าวว่า แรงกดดันต่อเนื่องจากนอกประเทศ ที่ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจ แม้จะแก้ไขปัญหาอย่างไรก็คงไม่บรรเทาลงภายในครึ่งปีข้างหน้า หลายๆ กิจการคงจะล้มอย่างแน่นอน และผลอันเนื่องมาจากปัจจัยภายในประเทศ ที่หวังว่าจะไม่มีอะไรเลวร้ายกว่าเดือนพ.ย.-ธ.ค. นี้อีกแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปีครึ่งเพื่อฟื้นฟู
 ดังนั้น เขาจึงเชื่อว่า เศรษฐกิจภาพใหญ่จะไม่ดี บางส่วนอาจโตติดลบ บางส่วนก็อาจเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มาก ส่วนอุตสาหกรรมไอทีจะยังโตได้ หรืออย่างน้อยก็รักษาระดับมูลค่าเท่าเดิม ไม่ถึงขั้นโตติดลบ
‘ราคา’ นำตลาด
 นายประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช รองผู้จัดการทั่วไป/ผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เอ.อาร์. อินฟอร์เมชั่น แอนด์ พับลิเคชั่น จำกัด เห็นไม่แตกต่างว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ตลาดไอทีแข่งขันกันดุเดือด เพราะแรงบีบจากการตัดสินใจซื้อช้าลงของผู้บริโภคเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ค้าจำเป็นต้องปรับตัวหันมาใช้กลยุทธ์ด้าน “ราคา” เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะส่งผลต่อ “ส่วนต่างรายได้ หรือมาร์จิน” ของสินค้าไอทีอย่างแน่นอน
 จากการเก็บข้อมูลผ่านงานแสดงสินค้าไอที และแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ เชื่อว่า ความถี่ของการออกสินค้าใหม่ๆ ที่เห็นตลอดปีที่ผ่านมาจะเริ่มลดลง เพื่อลดต้นทุนการโปรโมทสินค้าใหม่ๆ และหันมาเล่นกับการทำโปรโมชั่น
 ส่วนมุมของผู้บริโภคจะเริ่มปรับพฤติกรรมหันมาสนใจ “ราคา” เป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุด ที่แม้ว่าความเป็นจริง ความต้องการสินค้าไอทีใหม่ๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง หากแต่ปัจจัยลบรอบตัวกลับเป็นตัวบีบให้เกิดความระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่าปกติ โดยคาดว่า ราคาสินค้าไอทีที่เรียกความสนใจได้มากที่สุดของปีหน้าจะอยู่ระดับ 10,000-20,000 บาท
 “ถ้ามองเป็นจำนวนยูนิตแล้วคาดว่าไม่ตกลง แต่มูลค่าตลาดตกแน่ๆ เพราะราคาสินค้าทำท่าว่าจะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งถ้ามองในแง่ดีก็จะเป็นโอกาสของผู้บริโภคมากกว่าผู้ค้า”
 เขาเชื่อว่า สูตรสำเร็จของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคปีหน้าจะเน้นสินค้าไอทีที่ “ราคาต่ำที่สุด, คุณภาพดีที่สุด และมีความคุ้มค่ามากที่สุด” โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นยี่ห้ออะไร
 นายเอกชัยเห็นว่า แนวโน้มของเทคโนโลยียังเป็นมุมบวกต่อเนื่อง จากการมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ความสามารถดีขึ้น เทคโนโลยีใช้ง่ายขึ้น สะดวกต่อการพกพา โดยที่ราคาต่อประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น
 ทั้งมั่นใจว่า ผู้ซื้อยังคงนิยมซื้อจากร้านค้าปลีกไอทีขนาดใหญ่ ที่รวมสินค้าหลากหลายให้เลือก ณ จุดเดียว มีสาขามากแห่ง ราคาเท่ากันทั่วประเทศ เสมือนร้านสะดวกซื้อ แถมรับบริการที่ไหนก็ได้
 
เน็ตบุ๊คยังแรง
 พร้อมกันนี้ นายประสิทธิ์ เผยว่า จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น สินค้าไอทีที่จะครองอันดับขายดีสูงสุดปีหน้าพระเอกหลัก ยังคงเป็น 3 รายการ
 คือ โน้ตบุ๊ค (รวมเน็ตบุ๊ค), กล้องดิจิทัล และโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์พกพาที่ได้แรงส่งจาก “เน็ตบุ๊ค” ทำให้ตลาดพีซีขยายตัวอย่างมาก โดยคาดว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ตลาดดังกล่าวคึกคักมากที่สุด เนื่องจากผู้ค้าพีซีทุกแบรนด์ส่ง “เน็ตบุ๊ค” ลงตลาด
 ขณะเดียวกันก็จะเห็นพัฒนาการของตลาด “เน็ตบุ๊ค” ที่เริ่มขยับเข้าใกล้ตลาดโน้ตบุ๊คระดับล่างมากขึ้น
 “ปีหน้าเน็ตบุ๊ค 12 นิ้วมาแน่ ซึ่งเป็นการแก้ไขข้อจำกัดหนึ่งของเน็ตบุ๊ครุ่นแรกๆ ที่จอเล็กใช้งานได้ไม่ถนัด ซึ่งเมื่อจอขนาดใหญ่ขึ้น สิ่งที่ตามมาคือแป้นจะใหญ่ขึ้น หน้าตา และราคาก็จะใกล้กับโน้ตบุ๊คมากขึ้น ช่องว่างที่ยังเหลืออยู่คือ ตัวไดร์ฟ สำหรับเล่นแผ่นซีดี ดีวีดี ซึ่งเชื่อว่าตัวที่จะตัดสินใจได้ง่ายที่สุดคือ ราคาและฟังก์ชั่นที่โดนใจผู้ใช้มากที่สุด”
กำเนิดไอทีพันธุ์ใหม่
 อย่างไรก็ตาม นายประสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มพัฒนาการของสินค้าไอที ซึ่งเชื่อว่า ปี 2552 จะเริ่มเห็นสินค้าไอทีหลอมรวมเข้าหากันมากขึ้น โดยเฉพาะ “มือถือ” ที่จะรองรับการทำงานได้หลากหลาย เช่น เข้าเว็บสังคมได้ง่าย ถ่ายภาพด้วยความละเอียดเทียบเท่ากับกล้องคอมแพค และควบคุมด้วยระบบสัมผัส แทนปุ่มกดมากขึ้น
 นอกจากนี้ยังจะได้เห็นการบันเดิลฟังก์ชั่นข้ามสายผลิตภัณฑ์ โดยเขายกตัวอย่างต้นแบบสินค้าไอทีพันธุ์ใหม่ที่ปีหน้าจะได้เห็น เช่น มือถือที่สามารถเป็นโปรเจคเตอร์ในตัวของผู้ผลิตแบรนด์เกาหลี และฐานตั้งโทรศัพท์มือถือ (Docking) ที่ใช้เป็นคอมพิวเตอร์ได้ในตัวของผู้ผลิตแบรนด์โอโล่ (OLO)
อินเทลเตรียมส่งลาร์ราบี
 ขณะที่แนวโน้มพัฒนาการด้าน “หัวใจของพีซี” อย่างโปรเซสเซอร์ ซึ่งค่ายใหญ่อินเทลออกมาประกาศโรดแมปชัดเจนแล้วว่า ปี 2552 จะเริ่มสถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 32 นาโนเมตรอย่างเต็มตัว หลังจากตลอดปีนี้อินเทลได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเทคโนโลยีนับตั้งแต่ควอดคอร์ “ไอเซเว่น” ที่สามารถทำงานได้เสมือนมีพีซี 16 เครื่องประมวลผลได้พร้อมกัน
 ล่าสุดบริษัทยังเตรียมแผนเปิดตัวรองรับการขยายตัวของตลาดดังกล่าวด้วย “สถาปัตยกรรมลาร์ราบี (Larrabee)” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการประมวลผลภาพในอนาคต และยังเป็นต้นแบบของการประมวลผลแบบหลายคอร์ สำหรับเจาะตลาดกราฟฟิก ที่พร้อมจำหน่ายปีหน้าด้วย

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/23/news_322550.php





บทเรียนสำหรับ Value Investor

10 12 2008

Value Investor ทั้งหลายตอนนี้กำลังหวาดผวากับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หลายๆคนเริ่มสั่นคลอนว่าตัวเองจะสามารถเป็น Value Investor ที่ดีได้หรือเปล่า เพราะราคาหุ้นตอนนี้มันช่างต่ำเตี้ยจนน่ากลัวไปหมด ผิดจากก่อนหน้านี้ไม่นานที่ตลาดหุ้นดูสดใส น่าซื้อไปหมด ทำให้มูลค่าหุ้นในพอร์ตของ VI บางคน เหลือไม่ถึง 30% ด้วยซ้ำ แต่วันนี้ผมไปเจอบทความของดร.นิเวศน์ VI ชั้นนำของเมืองไทย ได้ให้ข้อคิดไว้มากมาย ลองไปอ่านกันดูนะครับ

บทเรียนจากวิกฤติ

นักลงทุนที่ดีนั้นจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์   ตลาดหุ้นในภาวะวิกฤตินั้นเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากที่นักลงทุนจำเป็นต้องเรียนรู้    เพราะถึงแม้ว่าวิกฤติตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ผลกระทบของมันมหาศาล    มันอาจจะหมายถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตการลงทุนได้   เพราะวิกฤติของตลาดหุ้นนั้นมักทำให้หุ้นตกลงไปกว่า  50%  บางครั้งอาจจะมากถึง  80-90%   ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่เราอุตส่าห์สร้างมา  บางทีนานนับสิบปี  หายวับไปกับตา  ดังนั้น  ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวจริง ๆ   Value Investor จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิกฤติตลาดหุ้นและสามารถ  เอาตัวรอดมาได้      ว่าที่จริง   ผมเองคิดว่า   ก่อนที่ใครจะเป็น  เซียน  ในการลงทุนได้   เขาต้องผ่านวิกฤติตลาดหุ้นก่อน   อย่างน้อย  2  ครั้ง   สาเหตุที่บอกว่า 2  ครั้งก็เพราะว่า   ถ้าผ่านมาเพียงครั้งเดียวเขาอาจจะผ่านมาได้   โดยบังเอิญ   หรืออาจจะเป็นช่วงที่เขายังมีเงินลงทุนน้อย   ดังนั้น  การขาดทุนอาจจะยังไม่มีนัยสำคัญ   แต่ถ้าผ่านมาได้  2  ครั้งแล้วยังสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างน่าประทับใจ   นั่นก็แสดงว่าเขาแน่จริง    และต่อไปนี้ก็คือบทเรียนบางประการที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ความจริงแท้แน่นอนว่าจะต้องเกิดแบบนี้ทุกครั้งที่มีวิกฤติข้อแรก ก็คือ  ภาวะวิกฤติตลาดหุ้นนั้น  มักจะมาโดย  ไม่รู้ตัว   ไม่มีใครคาดว่าจะเกิดขึ้น   ก่อนหน้านั้น  นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างก็จะคาดการณ์ไปต่าง ๆ  นา ๆ   แต่ไม่มีใครคิดว่าตลาดหุ้นจะตกได้   ขนาดนี้   บางที   เช่นในตอนต้นปีนี้อาจจะมีคนพูดว่าดัชนีตลาดหุ้นอาจไปได้ถึง  1,000 จุดก่อนสิ้นปี   บางคนบอกว่าอาจจะอยู่แค่  800-900  จุด  แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเหลือเพียง 400 จุดได้   ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   บทเรียนก็คือ   ตลาดหุ้นหรือดัชนีตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ คาดไม่ได้  ซึ่งก็แปลว่า   วิกฤติตลาดหุ้นนั้นอาจจะมาได้เสมอ ข้อสอง  ก็คือ   วิกฤติตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นได้ทั้งในยามที่ตลาดหุ้นเฟื่องฟูหรือตลาดหุ้นซบเซา    และ  เกิดขึ้นได้ในยามที่หุ้นโดยทั่วไปมีราคาแพงเป็นฟองสบู่นั่นคือ  ค่า  PE  และ/หรือ PB   มีค่าสูงลิ่ว    หรือในยามที่ตลาดหุ้นโดยทั่วไปมีราคาถูก  ค่า  PE  และ/ หรือ PB  มีค่าต่ำอย่างที่ตลาดหุ้นไทยเป็นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา   ดังนั้น   อย่าพูดว่าดัชนีตลาดต่ำมากแล้วและคงไม่ต่ำลงไปได้อีกมากนัก    เพราะหุ้นที่ถูกมากแล้วนั้นอาจจะถูกลงไปได้อีกมากในยามวิกฤติข้อสาม  ภาวะวิกฤตินั้น   มักเกิดขึ้นในยามที่เรามีหุ้นอยู่   เต็มมือ นั่นก็คือ  มันมักเกิดขึ้นในยามที่นักลงทุนมีความมั่นใจสูงและต่างถือหุ้นกันในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ   บางคนเล่นหุ้นด้วยมาร์จินโดยอาจจะคิดว่าภาระดอกเบี้ยที่เสียไปแค่ปีละ  7-8%  นั้น  คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนในหุ้นด้วยเงินกู้ข้อสี่   หุ้นที่เราซื้อลงทุนโดยที่คิดว่ามี  Margin Of Safety สูง  คำนวณจากค่า  PE  ที่ต่ำมากนั้น  เมื่อเกิดวิกฤติ   ราคาก็ตกลงมามากและ  Margin Of Safety  กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย   และนี่อาจจะเป็นบทเรียนว่า  การหา  Margin Of Safety โดยเน้นไปที่ตัวเลขกำไรของอดีตเพียงปีเดียวนั้น   อาจจะไม่ใช่  Margin Of Safety จริง     อย่างที่เราคิด   เพราะเมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  ผลการดำเนินงานของบริษัทก็ตกลงมาทำให้ราคาหุ้นลดลงตาม   ค่า  PE   ก็ยังต่ำอยู่เหมือนเดิมหรือต่ำลงไปอีก   มันกลายเป็นหุ้นที่มี   “Margin Of  Safety”  ตลอดกาล    ข้อห้า   ในอีกด้านหนึ่ง   หุ้นที่มี  Margin Of Safety ในด้านของการดำเนินงาน   นั่นก็คือ  เป็นกิจการที่ผลการดำเนินงานมั่นคงและทนทานต่อภาวะเลวร้ายทางเศรษฐกิจได้นั้น   แม้ว่าราคาหุ้นจะไม่ถึงกับต่ำนั้น    ราคาหุ้นกลับสามารถยืนอยู่ได้หรือตกลงไปไม่มากเมื่อเกิดวิกฤติ    ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   Margin Of Safety  ที่เกิดจากความมั่นคงแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานของบริษัท   มีค่ามากกว่า  Margin Of Safety เนื่องจากราคาหรือความถูกของหุ้นข้อหก   เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  แม้ว่าจะเกิดจากภายนอกประเทศและต่างชาติเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิเป็นหลัก   หุ้นทุกกลุ่มทั้งหุ้นใหญ่ที่ต่างชาติเล่นและหุ้นเล็กที่ต่างชาติไม่ได้ถือ   ต่างก็มีราคาตกลงกันมาทั่วหน้า    ไม่มีหุ้นไหนรอดพ้นไปได้   สิ่งที่แย่ก็คือ   หุ้นใหญ่นั้นราคาอาจจะลดลงแต่ก็สามารถขายได้   ในขณะที่หุ้นเล็กจำนวนมากนั้น  หาสภาพคล่องได้ยากเหลือเกิน   หุ้นบางตัวราคาอาจจะลงมาไม่มากเท่าแต่จริง ๆ  แล้วที่ไม่ลงอาจจะเป็นเพราะไม่มีสภาพคล่องให้ซื้อหรือขายทำให้ดูเหมือนว่าหุ้นไม่ได้ลงมามาก

ข้อเจ็ด   วิกฤตินั้น  อาจจะเป็น  โรคติดต่อ  ได้   ในยามที่เศรษฐกิจโลกเป็นโลกาภิวัฒน์   เราจะดูแต่ความเป็นไปภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่ได้   อันตรายจากการลงทุนจึงเพิ่มขึ้นมากและนี่นำไปสู่ปรัชญาใหญ่ของการลงทุนที่ว่า    ความเสี่ยงนั้นสำคัญยิ่งกว่าผลตอบแทน  และทำให้ผมต้องอ้างคำพูดของ วอเร็น  บัฟเฟตต์  ก่อนที่จะจบบทความนี้อีกครั้งหนึ่งว่า   หลักการลงทุนข้อที่หนึ่งก็คือ   อย่าขาดทุน  และหลักการลงทุนข้อสองก็คือ   ให้กลับไปดูข้อหนึ่ง    วิกฤตินั้นให้บทเรียนที่สำคัญมากที่นักลงทุนมักจะลืมเลือนหรือให้ความสำคัญน้อยในยามที่ตลาดหุ้นสดใสนั่นก็คือ   การลงทุนมีความเสี่ยง  ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ที่มา : http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/12/08/435





Short selling ทางออกของการทำกำไรในช่วงหุ้นตก

28 11 2008

ช่วงนี้สภาพเศรษฐกิจนั้นย่ำแย่มากครับ ต่างชาติต่างขาดความเชื่อมั่นในประเทศทำให้ถอนเงินลงทุนที่มีอยู่ออกไปมากมาย ราคาหุ้นของบ้านเราก็ตกลงเรื่อยๆทุกวันๆ มีเด้งขึ้นบ้างแต่โดยรวมก็ตก ทำให้ผู้ที่มีหุ้นถืออยู่คงได้รับบาดเจ็บจากพิษเศรษฐกิจแบบนี้กันไม่มากก็น้อย

เมื่อหุ้นทำท่าจะลงไปเรื่อยๆ ทางออกของคนเล่นหุ้นก็คือการถือเงินสด รอจังหวะที่หุ้นลงไปในราคาที่ต่ำสุดแล้วจึงซื้อ อีกวิธีก็คือการทำ Short selling ซึ่งจะอธิบายต่อไปว่ามันคืออะไร

Short selling คือการยืมหุ้นของคนอื่นมาขายและสัญญาว่าจะใช้คืนเป็นหุ้นเมื่อครบกำหนดระยะเวลาหนึ่ง

เมื่อเรายืมหุ้นคนอื่นมาขาย เวลาที่หุ้นลง นั้นจะทำให้เมื่อเราต้องคืนหุ้น เราจะสามารถซื้อได้ในราคาถูกกว่าที่ตอนยืมมา(เพื่อขาย) ทำให้เราทำกำไรได้แม้ในช่วงหุ้นตก

ทั้งนี้การทำ Short selling ยังมีความเสี่ยงอีกมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขอให้รอบคอบไว้ก่อนนะครับ ขอให้รวยๆทุกคนครับ