Creativity Bonus

4 10 2008

พอดีเพิ่งกลับมาถึงบ้านครับ เลยมารีบโพสต์โบนัส คือคำถามข้อสุดท้ายของ RFC ดังนี้ครับ

สิ่งที่อยากนำเสนอเพิ่มเติมให้กับอาจารย์คืออะไร?
ผมอยากให้อาจารย์ลองพิจารณาปรึกษากับอาจารย์ทางคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์(ภาควิชาออกแบบอุตสาหการ) เพื่อลองสร้างวิชาการสร้างนวัตกรรม ขึ้นมา โดยเน้นไปที่การนำความคิดสร้างสรรค์ไปสร้างเป็นนวัตกรรมขึ้นมาจริงๆ โดยอาจจะให้มีโปรเจคที่ให้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมาใหม่ และทำตามลำดับขั้นตอนไปเรื่อยๆตั้งแต่คาบแรกจนถึงคาบสุดท้าย โดยมีนิสิต 2 คณะ คือ วิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ร่วมกันเรียนและปฏิบัติ เพราะปัจจุบันความรู้ที่เรียนเป็นเชิงทฤษฎีมากกว่า หลายๆคนอาจจะมีความคิดดีๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้ความคิดของตนเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จนท้ายที่สุดออกมาเป็นผลงานจริงๆ โดยการให้นิสิต 2 คณะร่วมกัน เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดและมุมมองของนิสิตต่างคณะ อีกทั้งนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ส่วนมากยังมีความถนัดในการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมมากกว่า เพราะในหลักสูตรของพวกเขา ได้ลงมือสร้างตัวต้นแบบออกมาบ่อยครั้ง ซึ่งถ้าเอามารวมกับนิสิตวิศวกรรมศาสตร์ซึ่งมีความถนัดในการออกแบบเชิงวิศวกรรมมากกว่า อาจจะทำให้สร้างสรรค์ผลงานที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือสร้างประโยชน์สู่สังคมขึ้นมาได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวนิสิตในการทำงานจริงในภายภาคหน้าอีกด้วย





Personal Creative Project 01/10/2551

1 10 2008

Personal Creative Project ครั้งนี้ผมได้คิดแล้วคิดอีก กว่าจะได้งานเป็นรูปเป็นร่างออกมาได้ รู้สึกจะคิดอยู่เกือบเดือน เหอๆ

แรกเริ่มเดิมทีผมอยากจะทำขวดน้ำป้องกันโรคติดต่อ(ชื่อเท่ชะมัด!!) จริงแล้วมันก็คือขวดที่เวลากินแล้วไม่โดนปาก(แบบว่าเป็นหนามๆออกมาตรงปากขวด กันไม่ให้โดนปาก)พอคิดๆดูแล้ว มันมีปัญหาตรงปิดฝาแล้วมันจะไม่สนิท น้ำมันจะรั่วออกมา เลยไม่ทำ ต่อมาก็คิดนู้นคิดนี่อยู่อีกหลายอัน แต่ว่ามันก็ไม่ค่อยสร้างสรรค์เท่าไร เลยไม่เอา สุดท้ายมาปิ๊ง ได้ออกมาเป็นผลงานชิ้นที่จะนำเสนอต่อไปนี้ครับ

ผลงานชิ้นนี้มีชื่อว่า “Dynamic Schedule” ซึ่งมันคือตารางงานใน1อาทิตย์ ที่สามารถบ่งบอกถึงความเร่งรีบของแต่ละงานได้ แนวคิดมาจากว่า การจดตารางเวลาแบบเดิมๆทำให้เราไม่รู้สึกตื่นตัวในการทำงานเท่าที่ควร บางงานใกล้จะส่งแล้วก็ดูไม่ออกว่าจะต้องส่ง บางงานยังไม่ส่ง แต่ว่ามีหลายๆติดๆกัน ก็ไม่ยอมรีบทำเพราะดูไม่ออกว่าช่วงนั้นจะงานเยอะ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าท่านใช้ Dynamic Schedule !!!

Dynamic Schedule มีหน้าตาเช่นไรเดี๋ยวเราจะมาเห็นกัน ตอนนี้มาดูวิธีทำกันก่อนเลยดีกว่า(รูปประกอบอยู่ด้านล่าง)

1.เตรียมอุปกรณ์ต่างๆดังนี้ คือ กระดาษแข็ง กระดาษโปสเตอร์สี กระดาษPost it กรรไกร คัตเตอร์ เทปกาว ดินสอ ยางลบ ปากกาเมจิก ไม้บรรทัด
2.วาดเส้นแบบด้วยดินสอ ลงบนกระดาษแข็งและกระดาษโปสเตอร์สี โดยกระดาษแข็งให้วาดเป็น สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 63×15 cm และ วาดเส้นไว้เจาะรูยาว5 cm ไว้ห่างจากขอบด้านละ3.5 cm ส่วนบนกระดาษโปสเตอร์สี ให้วาดเป็นสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาด 49×5 cm 3อัน และแต่ละอันให้แบ่งเป็น7ช่อง ช่องละ7 cm พอดี
3.ตัดกระดาษแข็งออกมาเป็นสี่เหลี่ยมที่วาดไว้ พร้อมเจาะรูยาว2รู
4.ตัดกระดาษโปสเตอร์สีออกมาเป็น3เส้น ที่วาดไว้
5.พับกระดาษโปสเตอร์สีตามเส้นที่แบ่งเป็นช่องๆไว้ อย่าพับแรงมากเดี๋ยวขาด
6.เขียนวันอาทิตย์ถึงวันเสาร์ลงบนช่องทั้ง7 ของทั้ง3เส้น
7.นำกระดาษ3เส้นมาเชื่อมด้วยเทปกาวให้เป็นเส้นเดียว
8.นำกระดาษเส้นยาวที่ได้มาสอดเข้ารูทั้งสอง แล้วทำการเชื่อมกระดาษด้วยเทปกาวให้เป็นวง
9.หากระดาษเส้นสีแดงเล็กๆมาแปะบนกระดาษแข็ง โดยให้ทับเส้นกระดาษโปสเตอร์สี ให้ระยะห่างจากรูเท่ากับ1ช่องเส้นกระดาษโปสเตอร์สี
10.ดึงกระดาษโปสเตอร์ให้ลงล็อก(มันจะเป็นล็อกพอดี ตามที่เราได้พับๆไว้)
11.ตกแต่งด้วยปากกาเมจิก เขียนอธิบายช่องต่างๆ
12.ตัดกระดาษแข็งมาชิ้นเล็กๆพอประมาณ3ชิ้น แล้วพับเป็นรูปตัว U เพื่อจะนำมาทำเป็นขาตั้ง
13.นำขาตั้งทั้ง3ติดลงบนหลังบอร์ดกระดาษแข็ง
14.นำกระดาษ Post it มาเขียนงานที่ต้องทำแล้วแปะไว้ตามช่องวันที่ต้องส่ง เอากระดาษPost it ที่ยังไม่ใช้มาแปะไว้ด้านซ้ายด้วย เผื่อใช้วันหลัง
เสร็จแล้ว!!!!!! ไปดูรูปประกอบของทุกข้อกัน

วิธีใช้งาน

เขียนงานที่ต้องทำลงบนกระดาษ Post it แล้วนำไปแปะไว้ตามวันที่ต้องส่ง แล้วทุกๆวันต้องมาดึงกระดาษให้เลื่อนไปโดยให้ช่องซ้ายสุดเป็นช่องของวันปัจจุบันเสมอ เราก็จะเห็นว่าแต่ละงานใกล้ถึง Dead line แล้วรึยัง ถ้าทำงานไหนเสร็จก็มาดึง Post it ออกไป ทีนี้งานไหนที่ยังไม่เสร็จ เจ้าPost it ของงานนั้นก็จะเข้าใกล้ Dead line ขึ้นเรื่อยๆ นั้นเอง

เป็นไงครับ งานผมแจ๋วไปเลยใช่ปะ นี่คิดเองทั้งหมด ไม่ได้ลอกใครมาแม้แต่นิดเดียว ผลงานออกมาก็เป็นที่น่าพอใจเลยที่เดียว ใครอยากนำไปใช้ก็นำไปทำได้เลยนะครับ ถ้าใครอยากทำเชิงพาณิชย์มาติดต่อผมละกัน 555 😀





Creativity Class (The Last!) 19/09/2551

19 09 2008

ชั่วโมงนี้ก็เป็นชั่วโมงสุดท้ายของการเรียนวิชา Creativity แล้วนะครับ

วันนี้อาจารย์ได้พูดถึงความผิดพลาดของกูรูทั้งหลาย ที่เป็น Expert ในด้านต่างๆ ซึ่งก็พบว่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นต่างเคยพูดอะไรที่ผิดอย่างน่าขันสู่สาธารณะมาแล้ว ไม่เว้นแม้แต่บิล เกตส์ อัครอภิมหามหึมาเศรษฐี แห่งยุคปัจจุบัน ก็เคยหน้าแตกมาแล้ว

ต่อมาได้ดูตัวอย่างหนังเรื่อง Space Odyssey ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการส่งมนุษย์ไปดาวพฤหัสบดี พบว่าเป็นหนังที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยผู้แต่งเรื่องนี้มีชื่อว่า Arthur C. Clarke ซึ่งท่านนี้ก็ได้ตั้งกฏ 3 ข้อที่น่าสนใจมากๆเช่นกัน โดยสรุปกฎทั้ง3ข้อนั้นได้ว่า ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้

หลังจากนั้นก็ได้ไปลองเล่นเกมให้วาดภาพจากสิ่งที่เพื่อนไปดูมา ก็สนุกมากๆครับ อธิบายกันทียาวมากๆ ทั้งที่ภาพนิดเดียว อย่างที่เค้าว่าจริงๆครับว่าภาพ1ภาพแทนคำนับล้าน 555

นอกจากนี้อาจารย์ยังสอน การโยน juggling ท่า shoot the moon อีกด้วย ซึ่งไม่ยากมากครับ

และแล้ว ในที่สุด คาบสุดท้ายก็จบลง สิ่งที่ได้เรียนรู้จากวิชานี้มีมากมายเหลือเกิน ไว้เจอกันใหม่เทอมหน้าแน่นอนนะ HACK YOUR MIND !!!





Creativity Class 12/09/2551

12 09 2008

วันนี้ได้มีวิทยากรมาให้ความรู้อีก 3 ท่าน โดยมี 2 ท่านที่เคยมาให้ความรู้ก่อนหน้านี้แล้วคือ คุณศณพงษ์และคุณพลศักดิ์ ส่วนอีกท่านเพิ่งมาเป็นครั้งแรกคือคุณธนชัย

ท่านแรกที่ได้ออกมาพูดคือคุณธนชัย ซึ่งท่านได้ออกมาเล่าประสบการณ์การทำงาน และสิ่งที่ท่านทำอยู่ปัจจุบันคือ ดึงความออกซิเจนออกจากพืชผักผลไม้ ต่างๆ ซึ่งผลที่ออกมาจะคล้ายการอบแห้ง เก็บได้ยาวนานมาก และคุณค่ายังอยู่ครบ เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรได้เป็นอย่างมาก

ท่านต่อมาคุณศณพงษ์ได้ออกมาเล่าเกี่ยวกับเรื่องความคิดเชิงนวัตกรรม โดยเฉพาะเกมส์ นอกจากนี้ท่านยังได้ให้ดูภาพของอุปกรณ์แปลกๆต่างๆ ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก

ท่านสุดท้ายคือ คุณพลศักดิ์ ซึ่งได้ออกมาบรรยายเรื่องเกี่ยวกับการส่งออก ท่านได้เล่าประสบการณ์ตรง ทั้งปัญหา กลโกง และการแก้ไขปัญหา ต่างๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าและหาไม่ได้ทั่วไป

สรุปว่าวันนี้สิ่งที่ได้ฟังนั้นมีค่าเป็นอย่างมากครับ ยอดเยี่ยมจริงๆ 🙂





Creativity Class 05/09/2551

5 09 2008

วันนี้อาจารย์ได้เปิดภาพยนตร์เรื่องหนึ่งให้เราได้ดู นั้นก็คือเรื่อง Dead Poets Society ซึ่งเป็นเรื่องที่เก่ามากแล้ว ซัก 10 – 20 ปีได้

เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า มีโรงเรียนประจำชายล้วนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีความเข้มงวดมาก โรงเรียนแห่งนี้ได้รับอาจารย์คนหนึ่งเข้ามาใหม่เพื่อสอนวิชาบทกวี ชื่อ John Keating อาจารย์คนนี้ได้ใช้วิธีการสอนที่แปลกใหม่ เพื่อปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนักเรียนให้ออกมา นักเรียนกลุ่มหนึ่งจึงเริ่มมีแรงบันดาลใจในการฟื้นชมรม Dead Poets Society ที่อาจารย์ Keating เคยอยู่ในสมัยที่เรียนหนังสือ ขึ้นมา จากการเริ่มฟื้นชมรมและการได้เรียนกับอาจารย์ Keating ทำให้เด็กแต่ละคนกล้าคิดกล้าทำมากขึ้น โดยเฉพาะนีลที่ฝันอยากเป็นนักแสดง แต่พ่อห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมเพราะต้องการจะให้เรียนแพทย์ นีลเลยคิดจะฝืนคำสั่งพ่อเป็นครั้งแรก โดยไปแสดงให้โรงละครแห่งหนึ่ง แต่ก็ถูกพ่อจับได้ และสั่งให้นีลไปเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อไม่ให้นีลสนใจเรื่องอื่นๆ ในครั้งนั้นนีลเสียใจมากจึงฆ่าตัวตาย ทำให้โรงเรียนมีการสอบสวนครั้งใหญ่ถึงสาเหตุการฆ่าตัวตายครั้งนี้ อาจารย์ Keating จึงตกเป็นแพะรับบาปจากเหตุการที่เกิดขึ้นจนต้องถูกไล่ออกในที่สุด แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่อาจารย์ Keating ได้ทำก็ไม่ถือว่าสูญเปล่า เพราะเด็กหลายๆคนได้มีความกล้าที่จะคิดและทำในสิ่งที่ตัวเองฝันไว้ อย่างที่อาจารย์ Keating ตั้งใจไว้แล้ว

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ได้เห็นภาพสะท้อนในหลายมุมมาก ทั้งในเรื่อง ความกล้า ความคิดสร้างสรรค์ ความกดดัน กรอบกฎเกณฑ์ ประเพณี มิตรภาพ ถ้าใครยังไม่ได้ดูแนะนำให้ดูอย่างยิ่ง ^ ^





Creativity Class 29/08/2551

29 08 2008

วันนี้อาจารย์ได้สอนเทคนิคในการหาความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ โดยใช้วิธีจับกลุ่ม แล้วเขียนความคิดของตัวเองลงไป เสร็จแล้วก็ให้วนไปให้เพื่อนไปเรื่อยๆจนครบทั้งกลุ่ม ทำให้เวลาได้อ่านกระดาษของเพื่อนจะทำให้เราเกิดไอเดียที่แปลกใหม่มากขึ้นไปอีก

ต่อมาอาจารย์ได้พูดถึงเรื่องการใช้หมวก 6 ใบ ในการช่วยตัดสินใจทำอะไรซักอย่าง ซึ่งหมวกแต่ละใบ ก็เหมือนเป็นแต่ละบทบาท ทำให้เรามองปัญหาได้หลายมุม และรอบด้านมากขึ้น

ส่วนเทคนิคสุดท้ายที่อาจารย์ได้พูดถึงคือการใช้คำสุ่ม โดยนำหนังสือมาแล้วสุ่มเลือกคำขึ้นมา แล้วต้องคิดไอเดียจากคำคำนั้นให้ได้ ซึ่งทำให้เราได้ไอเดียใหม่ๆมากมาย





Creativity Class 22/08/2551

22 08 2008

วันนี้อาจารย์ธงชัยได้สอนเรื่อง แพร่งความคิด ซึ่งคือการนำความรู้จากหลายๆศาสตร์มาผสมเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆมากมาย

เมื่อได้ลองทำกิจกรรมจับคู่ปัญหากับคำตอบแล้วพบว่า แต่ละอย่างที่มันไม่น่าจะเข้ากันได้ มันกลับเข้ากันได้ และได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมากอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมากและยืนยันถึงประสิทธิภาพของแพร่งความคิด

นอกจากนี้อาจารย์ยังได้สอนท่าโยน juggling ท่าใหม่ เรียกว่า around the clock (รึป่าว ได้ยินไม่ชัด555) ซึ่งดูๆแล้วน่าจะพอทำได้อยู่ครับ อิอิ