การบ้าน Hack Your Mind 30/01/2552

30 01 2009

ผลครั้งแรกและครั้งที่2ต่างกันที่

1. Visual Recognition Memory โดยครั้งแรกจำได้แค่2 แต่ครั้งที่2จำได้ครบ เพราะว่าจำรูปได้ตั้งแต่เฉลยครั้งแรก

2. Visual Memory Capacity โดยครั้งแรกจำได้แค่16 แต่ครั้งที่2จำได้ครบ น่าจะเพราะว่ารู้ว่าโจทย์เป็นอย่างไร จึงคิดวิธีจำไว้ก่อน

3. Remember to do things ซึ่งเป็นแบบสอบถาม ต่างกันเพราะประสบการณ์ล่าสุดน่าจะส่งผลต่อการตอบแบบสอบถามมาก

4. Smiley face ครั้งแรกลืมกด แต่ครั้งที่2จำได้

Advertisements




สิ่งที่น่าอายสำหรับฟุตบอลไทย 25/01/2552

25 01 2009

วันก่อนที่ทีมชาติไทยแข่งฟุตบอลคิงส์คัพกับเลบานอนนั้น ผมมีความรู้สึกไม่ดีเลยเกี่ยวกับการแข่งขันนัดนั้น เพราะในวันนั้น กรรมการทั้งหมดก็เป็นคนไทย นักบอลไทยก็เข้าเสียบสกัดน่าเกลียดหลายลูก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันในสนามอีก เหตุการณ์เหล่านี้ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่าอายยิ่งกว่าความพ่ายแพ้เสียอีก จากแมตช์ในวันนั้นทำให้ผมนึกถึงอีกนัดนึงที่เป็นความน่าอับอายเช่นกัน นั้นก็คือ การแข่งขันระหว่าง ไทยกับอินโดนีเซียในรายการไทเกอร์คัพ ซึ่งตอนนั้นทั้ง2ทีมต่างอยากจะแพ้เพื่อไปจะได้เลี่ยงการพบกับเจ้าภาพเวียดนามในรอบต่อไป ซึ่งเห็นได้ชัดจากการเล่นในสนามว่าน่าเกลียดมาก ลองไปดูในคลิปที่โพสต์ไว้กันครับ





เศรษฐกิจไทย น่ากลัวกว่าที่คิด 24/01/2552

24 01 2009

หลังจากเข้าปีใหม่มานี้บทวิเคราะห์ต่างๆก็พากันทำนายถึงข่าวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในปีนี้ แต่ล่าสุดทางธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ประกาศการคาดการณ์ที่แย่กว่าที่เคยมีคนคาดไว้เสียอีก ลองไปอ่านกันดูนะครับ แต่ว่าก็อย่าตื่นตระหนกกันไป ถ้าทุกคนกอดเงินไว้หมด เศรษฐกิจก็จะไม่เดินนะครับ 😀

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประมาณการ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ใหม่ โดยคาดว่าจะขยายตัวระหว่าง 0-2% ลดลงจากเดิมมาก

ที่ประเมินก่อนหน้านี้ว่าจะขยายตัว 3.8-5.0% ซึ่งหากพิจารณาตัวเลขแค่นี้เราคงไม่ “ตื่นเต้น” อะไรมากนัก เพราะก่อนหน้านี้ หลายสำนักรวมถึงกระทรวงการคลัง ก็ประเมินอยู่ในระดับใกล้เคียง และเมื่อช่วงวันที่ 5 มกราคม 2552 ในช่วงที่คณะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำทีมเศรษฐกิจหารือ ผู้บริหารแบงก์ชาติ ก็เคยออกมาระบุแล้วว่าแบงก์ชาติประเมินตัวเลขที่ 0.5-2.5% แต่ผ่านไปถึง 14 มกราคม 2552 การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ ก็ตัดสินใจปรับลดอีกครั้งเหลือ 0-2% อย่างที่ประกาศอย่างเป็นทางการในรายงานเงินเฟ้อ เมื่อวานนี้ จะเห็นว่าเวลาผ่านไปไม่นานนัก จาก 5 มกราคม ถึง 14 มกราคม แบงก์ชาติยังตัดสินใจปรับลดลงไปแล้ว 0.5% แสดงให้เห็นว่า “ข้อมูล” ในการตัดสินใจ “แย่ลงมาก” ยิ่งดูเนื้อหาในการตัดสินใจปรับลดครั้งนี้แล้ว ต้องยอมรับว่าหากมาตรการต่างๆ ที่คลอดออกไปไม่ตรงจุดและไม่ได้ผลแล้ว โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะอยู่ต่ำกว่า 2% มายืนระดับ 0% หรือ “ติดลบ” เป็นไปได้ตลอดเวลา

 แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้น และ “น่ากลัวกว่าที่คิดไว้” ตรงที่มุมมองของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่ระบุไว้ในรายงานที่ออกมาวานนี้โดยระบุไว้ชัดเจนว่า “เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 แล้วหมายความว่าที่ผ่านมาแรงส่งของการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอ่อนแอกว่าที่คณะกรรมการได้คาดไว้ ดังนั้น ในระยะต่อไปเศรษฐกิจสหรัฐจึงมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวมากกว่าที่ประเมินไว้มาก คณะกรรมการจึงปรับข้อสมมติ การขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐ โดยคาดว่าจะหดตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2551 ไปจนถึงต้นปี 2553 และหลังจากนั้น จะเริ่มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป” อย่างที่บอกหากใครได้อ่านหรือรับรู้สัญญาณนี้ย่อมรู้ดีกว่า “แนวโน้มแย่กว่าที่คิด” เพราะก่อนหน้านี้ รวมถึงรัฐบาลไทยเอง คลอดมาตรการ 2 ครั้งที่ผ่านมาอยู่บนสมมติฐานที่เชื่อว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัว ดังนั้น ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยก็น่าจะฟื้นตัวตามไปด้วย เหตุผลเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเกิน 70% ดังนั้น ในทางกลับกันหากเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้น ซึ่งรวมถึงยุโรปและญี่ปุ่นที่คาดว่าจะติดลบไปถึงปี 2553 ด้วยแล้วนั้น ทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจในปีนี้ จะโตติดดิน 0% เป็นไปได้มากขึ้น

จากเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญที่ติดลบกันถ้วนหน้า ทำให้แบงก์ชาติประเมินใหม่ว่า มูลค่าการส่งออกสินค้าปีนี้จะหดตัว 5.5-8.5% ลดลงอย่างมากจากที่เคยคาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 7-10% ที่สำคัญ ในเชิงปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการ ร่วง 2.5-5.5% ในกรณีที่เศรษฐกิจโลกในกรณีฐานขยายตัว 0.9% แต่หากเศรษฐกิจโลกหดตัวลงถึง 1% ในกรณีเลวร้ายก็มีความเป็นไปได้ที่ปริมาณการส่งออกจะหดตัวลงถึง 7.8% แต่ถึงกระนั้น แบงก์ชาติยังมองในมุมที่ดีกว่าดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะเกินดุลจากการชะลอตัวของการนำเข้าที่ลดลงตามทิศทางการชะลอตัวของการลงทุน แม้ว่าการพิจารณาฐานตัวเลขวันนี้ ตลอดปีเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นติดลบ แต่ถึงกระนั้น โอกาสที่เศรษฐกิจไทยรายไตรมาสจะติดลบก็มีสูง โดยเฉพาะไตรมาส  4 ปีที่แล้วซึ่งยังไม่ประกาศออกมา รวมถึงไตรมาสแรกปีนี้ ทั้งนี้ ข้อมูลในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อของแบงก์ชาติระบุว่า “ความเป็นไปได้ที่อัตราการขยายตัวของจีดีพีเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จะขยายตัวต่ำกว่า 0% ในไตรมาสสี่ปี 2551 มีสูงถึง 81% ไตรมาส 1 ปีนี้มีโอกาสหดตัว 76% ส่วนไตรมาส 2 มีโอกาสที่จีดีพีติดลบ 44%”

 คำถามในเชิงนโยบายจึงมีอยู่ว่า เมื่อตัวเลขที่โชว์ออกมา “แย่กว่าที่คิดไว้” มาตรการที่รัฐบาลออกมา มีโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จมีสูงมาก นั่นคือ ความหวังที่จะเห็นการฟื้นตัวในครึ่งปีหลังหรือจีดีพีของไทยอยู่ระดับ 2% ตามเป้าหมายนั้น “ยากมาก” ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักจึงอยู่ที่ว่า ต้องมีเม็ดเงินมากพอที่พร้อมจะกระตุ้นในอีกหลายระลอก และทุกบาทที่ลงสู่เศรษฐกิจนั้นต้องเกิดผลในเชิงประสิทธิภาพมากที่สุด เหตุเพราะเงินมีต้นทุนและมีจำกัด ซึ่งประเทศไหนที่ไม่เตรียมกระสุนหรืองบประมาณมากพอที่จะจะเผชิญความเลวร้ายครึ่งปีหลัง จะฉุดให้เศรษฐกิจประเทศนั้นถดถอยยาวนาน ซึ่งบทเรียนนี้ประเทศญี่ปุ่นรับรู้มาแล้ว ดังนั้น การมองเศรษฐกิจในแง่ร้ายไว้บ้าง อาจจะช่วยให้เรารอดตัวไปได้ในอนาคต

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/news/politics/analysis/2009/01/24/news_9950.php





External Harddisk สำหรับคอ Mac โดยเฉพาะ 23/01/2552

23 01 2009

วันนี้นำอุปกรณ์ที่น่าสนใจสำหรับเหล่าสาวก Mac มาฝากครับ นั้นก็คือ External Harddisk ของ Western Digital ซึ่งทำมาสำหรับชาว Mac โดยเฉพาะโดยมีชื่อรุ่นว่า My Book Mac Edition รายละเอียดสามารถดูได้ทางด้านล่างเลยครับ

WD เปิดตัวฮาร์ดไดรฟ์ใหม่ 2 รุ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทเวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (WD) หนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมด้านอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลที่มีชื่อเสียงระดับโลก Macworld Expo บูธหมายเลข  211-  เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (WD) บริษัทผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันจัดเก็บข้อมูลภายนอก เปิดตัวฮาร์ดไดรฟ์แบบติดตั้งภายนอกใหม่สองรุ่น ได้แก่ My Passport สำหรับไดรฟ์แบบพกพาของเครื่องแม็คอินทอช และฮาร์ดไดรฟ์ภายนอกรุ่น My Book Mac Edition เพื่อขยายตลาดระบบจัดเก็บข้อมูลสำหรับเครื่องแม็คอินทอชให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

 

รายงานข่าวแจ้งต่อว่า ฮาร์ดไดรฟ์ทั้งสองรุ่นนี้ได้รับการออกแบบขึ้นเป็นการเฉพาะสำหรับผู้ใช้เครื่องแม็คอินทอชที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน มีการฟอร์แม็ตฮาร์ดไดรฟ์ไว้ล่วงหน้า ใช้งานโดยต่อทางพอร์ต USB และยังใช้งานจัดเก็บข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับ Apple Time Machine หรือซอฟต์แวร์สำรองข้อมูลยอดนิยมอื่นๆ สำหรับเครื่องแม็คอินทอชได้อย่างราบรื่น เพื่อการเก็บรักษาภาพถ่ายและสื่อดิจิตอลที่มีค่าของผู้ใช้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์

 

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า My Passport สำหรับอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบพกพาได้ของเครื่องแม็คมาในเคสที่มีดีไซน์ทันสมัย ป้องกันการสั่นสะเทือน โดยมีวางจำหน่ายในรุ่นความจุ 320 กิกะไบต์ และ 500 กิกะไบต์ ขณะที่ฮาร์ดไดรฟ์รุ่น My Book Mac Edition ใช้เทคโนโลยีไดรฟ์ประหยัดพลังงาน GreenPower ของ WD สามารถเชื่อมต่อผ่านพอร์ต USB 2.0 และมีขนาดความจุสูงถึง 1 เทราไบต์

 

นายจิม เวลช์ รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปของกลุ่มคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป (WD) กล่าวว่า WD รับฟังถึงความต้องการของชุมชนผู้ใช้เครื่องแม็คอินทอช โดยต้องการที่จะได้ความเรียบง่ายของฮาร์ดไดรฟ์แบบติดตั้งภายนอกผ่าน USB เพื่อมาเติมเต็มรูปแบบของเครื่องแม็คของพวกเขาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และในปัจจุบัน ผู้ใช้สามารถเลือกอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่สมบูรณ์ที่พร้อมใช้งานกับเครื่องแม็คได้ในทันที และ WD ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้เครื่องแม็คอินทอช ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ My Passport ในดีไซน์ทันสมัยสุดหรู หรือการใช้เทคโนโลยีสำหรับฮาร์ดไดรฟ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในฮาร์ดไดรฟ์รุ่น My Book Mac Edition

ที่มา: http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03d&content=120225





Hack Your Mind Class 22/01/2552

22 01 2009

วันนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรคืออาจารย์ขวัญนภา ชูแสง ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกายาวนานถึง 15 ปี และยังเป็นที่ปรึกษาในการวางหลักสูตรภาษาอังกฤษให้กับสถาบันบอสตันไบรท์อีกด้วย โดยในวันนี้อาจารย์ได้มาพูดเรื่อง Millionaire Mind ซึ่งฟังแค่หัวข้อก็รู้สึกน่าสนใจมากแล้วครับ

เริ่มต้นเลยอาจารย์ได้เล่าให้ฟังว่าจิตใจของมนุษย์เรานั้นเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง โดยปกติพลังที่มาจากจิตสำนึกจะมีเพียงแค่ 7% ซึ่งเทียบได้กับ ส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำ ส่วนอีก 93% จะมาจากจิตใต้สำนึกซึ่งเทียบได้กับส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำนั้นเอง

การจะทำให้รวยได้นั้นเราต้องค่อยๆปรับเปลี่ยนจิตใต้สำนึกของเราให้สามารถรับมือกับปัญหาต่างๆได้มากๆเหมือนกับคนรวย โดยความรู้ที่อาจารย์จะมาสอนได้รับมาจาก ที ฮาฟ เอคเคอร์ซึ่งเป็นผู้ที่เคยจน แต่ปัจจุบัน มีรายได้ถึง 150 กว่าล้านบาทต่อการทำสัมมนา1ครั้ง

กระบวนการง่ายๆที่จะค่อยๆเปลี่ยนจิตใต้สำนึกในเรื่องเงินของเรานั้น อาจารย์ได้สอนให้เราแบ่งรายรับของเราใส่กล่อง6กล่อง โดยแต่ละกล่องมีรายละเอียดดังนี้

1.Play 10% ใช้สร้างความสุขให้กับตัวเอง

2.Education 10% ใช้หาความรู้ให้กับตัวเอง

3.Financial Free Account 10% ใช้สำหรับการนำไปลงทุน(อย่างระมัดระวัง)

4.Long Term Success Saving 10% ใช้สำหรับเก็บไว้เพื่อเป้าหมายระยะยาวเช่น บ้าน รถ

5.Donation 5% ใช้สำหรับการบริจาค การทำประโยชน์แก่ผู้อื่น

6.Daily Expense 55% ใช้สำหรับสิ่งทั่วๆไปในการดำเนินชีวิต

อาจารย์ได้กล่าวว่าให้ลองนำไปปฎิบัติดู2เดือนแล้วจะพบกับความมหัศจรรย์เข้ามาในชีวิต ซึ่งถือเป็นเพียงขั้นแรกเท่านั้น ส่วนขั้นต่อๆไปรอให้ทำขั้นแรกให้ได้ก่อน

หลังจากนั้น อาจารย์ก็ได้สอนเรื่องการออกเสียงภาษาอังกฤษอีกด้วย โดยมีเคล็ดลับคือ การออกเสียงภาษาอังกฤษนั้นให้หยุดที่สระ ส่วนตัวสะกดให้นำไปเป็นพยัญชนะต้นสำหรับพยางค์ต่อไป และการอ่านให้อ่านทั้งประโยคจนถึงจุด Full Stop หรือ comma ไม่ให้อ่านทีละคำ

สำหรับวันนี้ก็ถือว่าได้ความรู้ที่เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียวครับ ไว้ต้องลองไปปฏิบัติดู และต้องขอบคุณทั้งอาจารย์ธงชัยและอาจารย์ขวัญนภามากๆเลยครับที่ทำให้วันนี้ได้ความรู้กันอีกเพียบครับ





สินค้าใหม่ของ Palm 14/01/2552

14 01 2009

สำหรับ Palm ชื่อนี้ในช่วงหลังอาจจะห่างหายไปสำหรับวงการ PDA ซึ่งโดน PDA Phone ต่างๆแย่งตลาดไปหมด วันนี้ผมมีผลิตภัณฑ์ใหม่ของสาวกชาวปาล์มมาให้ดูครับ ซึ่งเป็นตัวที่น่าใช้มากเลยทีเดียว ลองไปดูกันนะครับ

Palm Pre ความหวังใหม่ของชาวปาล์ม

ทุกวันนี้ ถ้าใครมองหามือถือที่สามารถทำหน้าที่เป็น PIM ได้ ก็คงไม่พ้นจากบรรดามือถือสารพัดยี่ห้อที่ใช้ระบบปฏิบัติการในรูปแบบของวินโดวส์โมบาย ซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อในท้องตลาด นอกจากนั้นก็มี iPhone ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นก็ยังมีมือถือตระกูล Symbian ตามมาห่างๆ แต่ที่เราแทบจะเรียกได้ว่าลืมไปเลยก็คือบรรดามือถือตระกูลปาล์มนั่นเอง

ที่จริง ถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลายๆ ปีก่อน ถ้าพูดถึง PIM ปาล์มคือตัวเลือกในลำดับต้นๆ แต่ด้วยการพัฒนาทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์เอง ทำให้รูปแบบของตัวเครื่องไม่มีความหลากหลาย และตัวโอเอสของปาล์มเองก็ไมได้พัฒนาให้ทำงานได้ดีขึ้น ไม่ได้รองรับการทำงานแบบมัลติทาส์ก และด้วยความที่ขาดการพัฒนาของซอฟต์แวร์ จึงทำให้คนหันไปให้ความสนใจกับวินโดวส์โมบายมากกว่า

ถึงวันนี้ปาล์มกำลังกลับมาอีกครั้ง กับ Palm Pre ซึ่งซุ่มปกปิดมาจนกระทั่งเปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2009 นี้ ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ ระบบปฏิบัติการใหม่ และความสามารถที่ไม่ด้อยกว่า iPhone เลย รวมถึงกระทั่ง Android G1 ของกูเกิ้ลด้วย ทำให้หลายๆ คนต่างคาดว่าปาล์มจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งก็เป็นได้

Palm Pre นี้ ทำงานด้วยระบบโอเอสใหม่ที่ชื่อว่า WebOS โดยนอกจากระบบมัลติทาส์กที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว ยังดึงจุดเด่นของความมีสีสันของ iPhone เข้ามาประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของระบบมัลติทัช หน้าจอที่ให้สีสันแบบคัลเลอร์ฟูล รองรับการทำงานของ IM, email หรือ facebook ด้วย

สำหรับการเปิดตัว Palm Pre ในครั้งนี้มาแปลกนิดหน่อย เพราะตัวเรื่องถูกเปลี่ยนไปเป็นแบบสไลด์ ทำให้สามารถใช้หน้าจอขนาด 3.1 นิ้ว ความละเอียด 320×480 พิกเซลได้ ทำให้ใช้งานพื้นที่หน้าจอได้เต็มๆ และเมื่อสไลด์ออกก็จะเห็นคีย์บอร์ดแบบ QWERTY แบบเต็มๆ

 

ตัวเครื่องสามารถต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ โดยในอเมริกานั้นจะใช้เครือข่ายของ Sprint เป็นหลัก (สำหรับการขายแบบเช่าสัญญาณ แต่ก็มีให้เลือกใช้กับเครือข่ายอื่นเหมือนกัน) โดยยังสามารถรองรับกับเครือข่ายของ 802.11b ได้ด้วย และในตัวเครื่องยังมี GPS, มีสเตริโอบลูทูธแบบ EDR ใช้งานร่วมกับหูฟังบลูทูธแบบสเตริโอได้ทันที ขณะที่ iPhone ยังไม่รองรับ พร้อมกับพื้นที่เก็บข้อมูลอีก 8 กิกะไบต์ แต่น่าเสียดายตรงที่ไม่มีสล็อตสำหรับเพิ่มหน่อยความจำได้เอง

 

Palm Pre นับเป็นโทรศัพท์เครื่องแรกของโลกเลยก็ว่าได้ ที่เลือกแพลตฟอร์มของ OMAP 3430 ซึ่งเป็นโพรเซสเซอร์สำหรับโมบาย ประสิทธิภาพสูงจากค่ายของ Texas Instrument มาเป็นหัวใจหลักสำหรับการทำงาน ซึ่งคงรอรอดูตัวเป็นๆ ว่าจะทำงานได้เร็วอย่างที่หวังเอาไว้หรือเปล่า สำหรับโพรเซสเซอร์ตัวนี้ ที่รวมหน่วยประมวลผลแบบสามมิติเอาไว้เรียบร้อยในตัว นอกจากนี้ยังติดตั้งกล้องกล้องขนาด 3 ล้านพิกเซลมาให้ด้วย มีทั้งระบบออโตโฟกัสและแฟลชแบบแอลอีดี และตัวเครื่องก็หนักเพียง 4.8 ออนซ์

ในส่วนของซอฟต์แวร์อื่นๆ นั้น มีเว็บบราวเซอร์แบบเต็มๆ มาให้ มีแอพพลิเคชันสำหรับ IM แบบหลากหลายแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งส่วนของการใช้ฟังเพลงและดูภาพยนตร์ดีวีดีในตัว มีซอฟต์แวร์สำหรับ GPS อย่าง Telenav ในตัว  และยังคงไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์เดิมของการ เป็น PIM ไป

ในฐานะของแฟนตัวยงของปาล์ม งานนี้ต้องเรียกว่าปาล์มอาจจะกลับมาผงาดได้อีกครับ ในสมรภูมิใหม่ที่ชื่อว่าสมาร์ทโมบาย

ที่มา : http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=408431





เมื่อเบคแฮมมามิลาน 13/01/2552

13 01 2009

สำหรับนักฟุตบอลซูเปอร์สตาร์หนุ่มหล่อขวัญใจสาวทั่วโลกตลอดกาลอย่างเดวิด เบคแฮม เมื่อมีข่าว จะไม่กล่าวถึงก็คงไม่ได้ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทางเบคแฮมเองได้มาค้าแข้งในลีกกัลโช่ ซีเรียอา ของอิตาลีกับทีมเอซี มิลาน ด้วยสัญญายืมตัวสั้นๆ โดยการมาครั้งนี้ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการลูกหนังของอิตาลีเป็นอย่างมาก เพราะในมิลาน เราจะได้เห็นยอดนักเตะอย่าง โรนัลดินโญ่ กาก้า และเบคแฮม ได้เล่นร่วมกัน ซึ่งน่าสนใจมากเลยทีเดียว

สำหรับเบคแฮมในตอนนี้ยังถือว่าเป็นนักเตะในสังกัดของทีมแอลเอแกแล็กซี่ ทีมดังในอเมริกา ซึ่งเบคแฮมได้ค่าเหนื่อยมหาศาลอย่างที่ทุกคนทราบกัน ซึ่งการยืมตัวมามิลานครั้งนี้มีระยะเวลาเพียง2-3เดือน โดยเหตุผลนั้นเบคแฮมกล่าวว่า เค้าอยากจะรักษาความฟิตในระหว่างที่เมเจอร์ลีกของอเมริกานั้นพักอยู่ และยังได้ประสบการณ์กับทีมที่ยิ่งใหญ่ของโลกอีกด้วย

คนดังยังไงทำอะไรก็มีคนสนใจครับ ต้องรอติดตามกันต่อไปว่าผลงานของเบคแฮมจะดีแค่ไหน เพื่อพิสูจน์ว่าเค้ายังมีดีอยู่รึป่าววว