ภาพเศรษฐกิจของตลาดIT ปี2552

31 12 2008

ปี2551ที่ผ่านมานี้ ได้เกิดเหตุการณ์มากมายที่ทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งก็กระทบกับทุกตลาดไม่เว้นแม้แต่ตลาด IT ซึ่งทำให้ ปี2552 น่าจะเป็นอีกปีที่ผู้ประกอบการ IT จะต้องเหนื่อยกันหน่อยครับ เรามาดูกันว่าในปี2552ผู้ประกอบการต่างๆจะรับมือกันอย่างไรครับ

ไอที ปี52 วิกฤติพลิกเกม “ผู้ค้า” เปลี่ยนพฤติกรรม “ผู้ซื้อ”

คำเปรียบเปรยที่ว่าปี 2552 จะเป็นปีเผาจริงของเศรษฐกิจ คงจะไม่ไกลจากความจริงมากนัก เพราะหลังจากกูรูในหลายวงการออกมามองภาพธุรกิจตรงกันโดยไม่ต้องนัดหมายว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ทุกธุรกิจเหนื่อยแน่นอน ไม่เว้นแม้แต่ “ตลาดไอที”

หนึ่งในดัชนีชี้วัดอำนาจการจับจ่ายของผู้บริโภค ซึ่งล่าสุดสำนักวิจัยทั้งไทยและเทศฟันธงแล้วว่า ปี 2552 จะเป็นปีที่ตลาดขยายตัวไม่ถึง 7%
 นายเอกชัย ศิริจิระพัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ไอทีซิตี้ ผู้ค้าปลีกไอทีรายใหญ่ กล่าวว่า แรงกดดันต่อเนื่องจากนอกประเทศ ที่ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจ แม้จะแก้ไขปัญหาอย่างไรก็คงไม่บรรเทาลงภายในครึ่งปีข้างหน้า หลายๆ กิจการคงจะล้มอย่างแน่นอน และผลอันเนื่องมาจากปัจจัยภายในประเทศ ที่หวังว่าจะไม่มีอะไรเลวร้ายกว่าเดือนพ.ย.-ธ.ค. นี้อีกแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปีครึ่งเพื่อฟื้นฟู
 ดังนั้น เขาจึงเชื่อว่า เศรษฐกิจภาพใหญ่จะไม่ดี บางส่วนอาจโตติดลบ บางส่วนก็อาจเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มาก ส่วนอุตสาหกรรมไอทีจะยังโตได้ หรืออย่างน้อยก็รักษาระดับมูลค่าเท่าเดิม ไม่ถึงขั้นโตติดลบ
‘ราคา’ นำตลาด
 นายประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช รองผู้จัดการทั่วไป/ผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เอ.อาร์. อินฟอร์เมชั่น แอนด์ พับลิเคชั่น จำกัด เห็นไม่แตกต่างว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ตลาดไอทีแข่งขันกันดุเดือด เพราะแรงบีบจากการตัดสินใจซื้อช้าลงของผู้บริโภคเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ค้าจำเป็นต้องปรับตัวหันมาใช้กลยุทธ์ด้าน “ราคา” เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะส่งผลต่อ “ส่วนต่างรายได้ หรือมาร์จิน” ของสินค้าไอทีอย่างแน่นอน
 จากการเก็บข้อมูลผ่านงานแสดงสินค้าไอที และแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ เชื่อว่า ความถี่ของการออกสินค้าใหม่ๆ ที่เห็นตลอดปีที่ผ่านมาจะเริ่มลดลง เพื่อลดต้นทุนการโปรโมทสินค้าใหม่ๆ และหันมาเล่นกับการทำโปรโมชั่น
 ส่วนมุมของผู้บริโภคจะเริ่มปรับพฤติกรรมหันมาสนใจ “ราคา” เป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุด ที่แม้ว่าความเป็นจริง ความต้องการสินค้าไอทีใหม่ๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง หากแต่ปัจจัยลบรอบตัวกลับเป็นตัวบีบให้เกิดความระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่าปกติ โดยคาดว่า ราคาสินค้าไอทีที่เรียกความสนใจได้มากที่สุดของปีหน้าจะอยู่ระดับ 10,000-20,000 บาท
 “ถ้ามองเป็นจำนวนยูนิตแล้วคาดว่าไม่ตกลง แต่มูลค่าตลาดตกแน่ๆ เพราะราคาสินค้าทำท่าว่าจะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งถ้ามองในแง่ดีก็จะเป็นโอกาสของผู้บริโภคมากกว่าผู้ค้า”
 เขาเชื่อว่า สูตรสำเร็จของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคปีหน้าจะเน้นสินค้าไอทีที่ “ราคาต่ำที่สุด, คุณภาพดีที่สุด และมีความคุ้มค่ามากที่สุด” โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นยี่ห้ออะไร
 นายเอกชัยเห็นว่า แนวโน้มของเทคโนโลยียังเป็นมุมบวกต่อเนื่อง จากการมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ความสามารถดีขึ้น เทคโนโลยีใช้ง่ายขึ้น สะดวกต่อการพกพา โดยที่ราคาต่อประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น
 ทั้งมั่นใจว่า ผู้ซื้อยังคงนิยมซื้อจากร้านค้าปลีกไอทีขนาดใหญ่ ที่รวมสินค้าหลากหลายให้เลือก ณ จุดเดียว มีสาขามากแห่ง ราคาเท่ากันทั่วประเทศ เสมือนร้านสะดวกซื้อ แถมรับบริการที่ไหนก็ได้
 
เน็ตบุ๊คยังแรง
 พร้อมกันนี้ นายประสิทธิ์ เผยว่า จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น สินค้าไอทีที่จะครองอันดับขายดีสูงสุดปีหน้าพระเอกหลัก ยังคงเป็น 3 รายการ
 คือ โน้ตบุ๊ค (รวมเน็ตบุ๊ค), กล้องดิจิทัล และโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์พกพาที่ได้แรงส่งจาก “เน็ตบุ๊ค” ทำให้ตลาดพีซีขยายตัวอย่างมาก โดยคาดว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ตลาดดังกล่าวคึกคักมากที่สุด เนื่องจากผู้ค้าพีซีทุกแบรนด์ส่ง “เน็ตบุ๊ค” ลงตลาด
 ขณะเดียวกันก็จะเห็นพัฒนาการของตลาด “เน็ตบุ๊ค” ที่เริ่มขยับเข้าใกล้ตลาดโน้ตบุ๊คระดับล่างมากขึ้น
 “ปีหน้าเน็ตบุ๊ค 12 นิ้วมาแน่ ซึ่งเป็นการแก้ไขข้อจำกัดหนึ่งของเน็ตบุ๊ครุ่นแรกๆ ที่จอเล็กใช้งานได้ไม่ถนัด ซึ่งเมื่อจอขนาดใหญ่ขึ้น สิ่งที่ตามมาคือแป้นจะใหญ่ขึ้น หน้าตา และราคาก็จะใกล้กับโน้ตบุ๊คมากขึ้น ช่องว่างที่ยังเหลืออยู่คือ ตัวไดร์ฟ สำหรับเล่นแผ่นซีดี ดีวีดี ซึ่งเชื่อว่าตัวที่จะตัดสินใจได้ง่ายที่สุดคือ ราคาและฟังก์ชั่นที่โดนใจผู้ใช้มากที่สุด”
กำเนิดไอทีพันธุ์ใหม่
 อย่างไรก็ตาม นายประสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มพัฒนาการของสินค้าไอที ซึ่งเชื่อว่า ปี 2552 จะเริ่มเห็นสินค้าไอทีหลอมรวมเข้าหากันมากขึ้น โดยเฉพาะ “มือถือ” ที่จะรองรับการทำงานได้หลากหลาย เช่น เข้าเว็บสังคมได้ง่าย ถ่ายภาพด้วยความละเอียดเทียบเท่ากับกล้องคอมแพค และควบคุมด้วยระบบสัมผัส แทนปุ่มกดมากขึ้น
 นอกจากนี้ยังจะได้เห็นการบันเดิลฟังก์ชั่นข้ามสายผลิตภัณฑ์ โดยเขายกตัวอย่างต้นแบบสินค้าไอทีพันธุ์ใหม่ที่ปีหน้าจะได้เห็น เช่น มือถือที่สามารถเป็นโปรเจคเตอร์ในตัวของผู้ผลิตแบรนด์เกาหลี และฐานตั้งโทรศัพท์มือถือ (Docking) ที่ใช้เป็นคอมพิวเตอร์ได้ในตัวของผู้ผลิตแบรนด์โอโล่ (OLO)
อินเทลเตรียมส่งลาร์ราบี
 ขณะที่แนวโน้มพัฒนาการด้าน “หัวใจของพีซี” อย่างโปรเซสเซอร์ ซึ่งค่ายใหญ่อินเทลออกมาประกาศโรดแมปชัดเจนแล้วว่า ปี 2552 จะเริ่มสถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 32 นาโนเมตรอย่างเต็มตัว หลังจากตลอดปีนี้อินเทลได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเทคโนโลยีนับตั้งแต่ควอดคอร์ “ไอเซเว่น” ที่สามารถทำงานได้เสมือนมีพีซี 16 เครื่องประมวลผลได้พร้อมกัน
 ล่าสุดบริษัทยังเตรียมแผนเปิดตัวรองรับการขยายตัวของตลาดดังกล่าวด้วย “สถาปัตยกรรมลาร์ราบี (Larrabee)” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการประมวลผลภาพในอนาคต และยังเป็นต้นแบบของการประมวลผลแบบหลายคอร์ สำหรับเจาะตลาดกราฟฟิก ที่พร้อมจำหน่ายปีหน้าด้วย

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/23/news_322550.php


คำสั่งกระทำ

Information

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: