ฟุตบอลก็โดนกระทบเหมือนกัน

31 12 2008

วันนี้ข่าวฟุตบอลของผมมาแปลกครับ เพราะไปเจอข่าวที่น่าสนใจมา คือ สโมสรฟุตบอลบาเลนเซีย ซึ่งเป็นทีมใหญ่ของเสปนกำลังเจอปัญหาทางการเงิน จนต้องให้น้ำหนักความสำคัญกับการแก้ปัญหาการเงินมากกว่าการลุ้นแชมป์ เพื่อให้สโมสรต้องอยู่รอดต่อไป จริงๆแล้วเคยมีหลายทีมที่ต้องทำแบบนี้ครับ แต่ที่ครั้งนี้น่าสนใจเพราะว่า เศรษฐกิจโลกมันแย่ไปด้วยครับ ไม่รู้ว่ามันกระทบกันแค่ไหน เพราะผู้บริโภคความบันเทิงอย่างกีฬา ก็ต้องลดๆรายจ่ายลงด้วยอยู่แล้ว เราลองไปดูข่าวที่เค้าสัมภาษณ์ประธานสโมสรนี้กันดูครับ

ปธ.ค้างคาวชี้แก้ปัญหาการเงินสำคัญกว่าคว้าแชมป์

บิเซนเต้ โซเรียโน่ บอสใหญ่ บาเลนเซีย ชี้ชัดนโยบายหลักของ “ไอ้ค้างคาว” ในปี 2009 คือการแก้ไขปัญหาการเงินของสโมสรให้ได้ ระบุเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าการคว้าโทรฟี่แชมป์มาประดับบารมีเลยทีเดียว พร้อมภาวนาให้ทีมพบกับช่วงเวลาที่ดีกว่าปี 2008 ที่ผ่านมา
 
บิเซนเต้ โซเรียโน่ ประธานสโมสร บาเลนเซีย แห่งศึก ลา ลีกา สเปน ยืนยันว่าการแก้ไขสภาวะวิกฤติทางการเงินให้กับ “ไอ้ค้างคาว” คือสิ่งที่สำคัญมากกว่าการผงาดคว้าแชมป์สำหรับทีมในปี 2009 หลังจากที่ต้องประสบปัญหางบประมาณฝืดเคืองมาตลอดปี 2008 ที่ผ่านมา
 
บาเลนเซีย ยังคงต้องดิ้นรนอย่างหนักในการผลักดันให้สโมสรบรรลุถึงสภาพสมดุลทางการเงิน โดยรายงานทางการเงินได้เปิดเผยว่า “ลอส เช” มีหนี้ให้ตามล้างตามเช็ดเป็นมูลค่ากว่า 150 ล้านยูโร (ราว 6,750 ล้านบาท) เลยทีเดียว นั่นจึงส่งผลให้ อูไน เอเมรี่ กุนซือคนเก่ง ที่ตั้งเป้าหมายจะนำทีมติดกลุ่ม 4 อันดับแรก เพื่อคว้าโควตาลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า อาจจะไม่ได้เงินมาใช้จ่ายเสริมทัพในจำนวนที่มากเพียงพอ
 
โซเรียโน่ กล่าวผ่าน “อาส” หนังสือพิมพ์กีฬาแดนกระทิงดุ ว่า “เรากำลังพากเพียรอย่างหนักไปกับการเสาะหาเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของสโมสรในเวลานี้ และสำคัญยิ่งกว่าความสำเร็จทางการกีฬาเสียอีก เราทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อที่จะบรรลุผลสำเร็จในเรื่องนั้นให้ได้ ถึงแม้ว่าในบางครั้ง สิ่งต่างๆ จะไม่ได้ลุล่วงไปในทางที่ดีเหมือนกับที่คาดคิดเอาไว้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ผมควรจะต้องพูดว่าพวกเราทุกคนล้วนมีความมั่นใจว่าเราจะผ่านพ้นปัญหาทั้งหมดนี้ไปได้สำเร็จ”
 
นอกจากนั้น บิ๊กบอสแห่งถิ่น เมสตาย่า ตั้งความหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสโมสร จะได้พบสิ่งที่ดีขึ้นในปี 2009 โดยระบุว่า “ผมขอภาวนาแทนทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสโมสรว่า บาเลนเซีย จะได้พบกับปีใหม่ที่ดียิ่งกว่าปี 2008 ที่ผ่านมา”

ที่มา : http://www.siamsport.co.th/Sport_Football/090101_054.html





USB 3.0 เผยโฉมออกมาแล้วครับ

31 12 2008

พอดีไปเจอมาครับ เป็นUSB 3.0 ซึ่งเพิ่งจะเผยโฉมกันออกมาให้เห็น ต่อไปเราคงจะได้เห็นอุปกรณ์ที่ต้องใช้การเชื่อมต่อในความเร็วสูงมากด้วยเจ้านี่แหละครับ ลองไปดูกันครับ

USB 3.0 เร็วกว่า USB 2.0 ถึง 10 เท่า!!

ตัวจริงปรากฏโฉมให้ชาวโลกได้เห็นสักทีครับกับ USB 3.0 ที่เป็นข่าวคราวมาตั้งแต่ต้นปี วันนี้ Intel ได้นำออกมาเผยแพร่ให้สื่อมวลชลจากทั่วโลกได้สัมผัสกับประสิทธิภาพและเทคโนโลยีใหม่ที่จะเป็นมาตรฐานพอร์ตเชื่อมต่อความเร็วสูงในอนาคต ซึ่งตามข่าวเขาอ้างว่า USB 3.0 นั้นเร็วเป็น 10 เท่า ของ USB 2.0 เลยทีเดียว โดยในการทดสอบที่จัดขึ้นในงาน IDF ครั้งนี้พบว่าในการคัดลอกข้อมูลขนาด 27 GB จากฮาร์ดดิสก์สู่ฮาร์ดดิสก์ผ่านพอร์ต USB 3.0 นั้นมันใช้เวลาคัดลอกเพียง 70 วินาที เท่านั้น (นาทีกว่าๆ) ส่วนเจ้า USB 2.0 นั้นต้องใช้เวลาถึง 15 นาที เลยทีเดียวถึงจะคัดลอกข้อมูลได้สมบูรณ์.

พอร์ต USB 3.0 สามารถใช้งานกับพอร์ตเดิมแบบ USB 2.0 ได้

ซึ่งนอกจากความเร็วที่มากจนเหลือเชื่อแล้ว USB 3.0 ยังได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในของสายส่งสัญญาณเล็กน้อยคือ ได้ทำการแยกสายส่งข้อมูลกับสายรับข้อมูลไว้คนละเส้นกัน อีกทั้งได้ปรับปรุงเรื่องกระแสไฟฟ้าภายในพอร์ต USB ให้ดีขึ้นสามารถเชื่อมต่อกับ USB Hub ได้มากกว่า 4 อุปกรณ์อีกด้วยครับ.

เมื่อมีดีก็ต้องมีร้ายกันเล็กน้อยเมื่อ USB 3.0 ที่เอาไว้ต่อกับกล้องดิจิตอลหรืออุปกรณ์อื่นใดที่ใช้พอร์ต mini-USB อาจจะต้องมีการเปลี่ยนกันเล็กน้อยครับเพราะเขาได้เปลี่ยนหัวเสียบแบบใหม่ให้บางและใหญ่ขึ้น (ตามภาพด้านยน) ซึ่งแน่นอนว่ามันจะไม่สามารถใช้งานได้กับกล้องดิจิตอลหรืออุปกรณ์อื่นใดในรุ่นปัจจุบันได้…แต่อย่างใดเสียก็ไม่ต้องตกใจไปครับเพราะนี่ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมในอนาคต อีกทั้งกำหนดการที่มันจะออกมาให้เราๆ ได้ใช้งานจริงๆ ก็กลางปีหน้านู้นแหละครับ.

ที่มา : http://hardware.arip.co.th/?p=1193





ภาพเศรษฐกิจของตลาดIT ปี2552

31 12 2008

ปี2551ที่ผ่านมานี้ ได้เกิดเหตุการณ์มากมายที่ทำให้เกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งก็กระทบกับทุกตลาดไม่เว้นแม้แต่ตลาด IT ซึ่งทำให้ ปี2552 น่าจะเป็นอีกปีที่ผู้ประกอบการ IT จะต้องเหนื่อยกันหน่อยครับ เรามาดูกันว่าในปี2552ผู้ประกอบการต่างๆจะรับมือกันอย่างไรครับ

ไอที ปี52 วิกฤติพลิกเกม “ผู้ค้า” เปลี่ยนพฤติกรรม “ผู้ซื้อ”

คำเปรียบเปรยที่ว่าปี 2552 จะเป็นปีเผาจริงของเศรษฐกิจ คงจะไม่ไกลจากความจริงมากนัก เพราะหลังจากกูรูในหลายวงการออกมามองภาพธุรกิจตรงกันโดยไม่ต้องนัดหมายว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ทุกธุรกิจเหนื่อยแน่นอน ไม่เว้นแม้แต่ “ตลาดไอที”

หนึ่งในดัชนีชี้วัดอำนาจการจับจ่ายของผู้บริโภค ซึ่งล่าสุดสำนักวิจัยทั้งไทยและเทศฟันธงแล้วว่า ปี 2552 จะเป็นปีที่ตลาดขยายตัวไม่ถึง 7%
 นายเอกชัย ศิริจิระพัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ไอทีซิตี้ ผู้ค้าปลีกไอทีรายใหญ่ กล่าวว่า แรงกดดันต่อเนื่องจากนอกประเทศ ที่ผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจ แม้จะแก้ไขปัญหาอย่างไรก็คงไม่บรรเทาลงภายในครึ่งปีข้างหน้า หลายๆ กิจการคงจะล้มอย่างแน่นอน และผลอันเนื่องมาจากปัจจัยภายในประเทศ ที่หวังว่าจะไม่มีอะไรเลวร้ายกว่าเดือนพ.ย.-ธ.ค. นี้อีกแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปีครึ่งเพื่อฟื้นฟู
 ดังนั้น เขาจึงเชื่อว่า เศรษฐกิจภาพใหญ่จะไม่ดี บางส่วนอาจโตติดลบ บางส่วนก็อาจเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มาก ส่วนอุตสาหกรรมไอทีจะยังโตได้ หรืออย่างน้อยก็รักษาระดับมูลค่าเท่าเดิม ไม่ถึงขั้นโตติดลบ
‘ราคา’ นำตลาด
 นายประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช รองผู้จัดการทั่วไป/ผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เอ.อาร์. อินฟอร์เมชั่น แอนด์ พับลิเคชั่น จำกัด เห็นไม่แตกต่างว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ตลาดไอทีแข่งขันกันดุเดือด เพราะแรงบีบจากการตัดสินใจซื้อช้าลงของผู้บริโภคเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ค้าจำเป็นต้องปรับตัวหันมาใช้กลยุทธ์ด้าน “ราคา” เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะส่งผลต่อ “ส่วนต่างรายได้ หรือมาร์จิน” ของสินค้าไอทีอย่างแน่นอน
 จากการเก็บข้อมูลผ่านงานแสดงสินค้าไอที และแหล่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ เชื่อว่า ความถี่ของการออกสินค้าใหม่ๆ ที่เห็นตลอดปีที่ผ่านมาจะเริ่มลดลง เพื่อลดต้นทุนการโปรโมทสินค้าใหม่ๆ และหันมาเล่นกับการทำโปรโมชั่น
 ส่วนมุมของผู้บริโภคจะเริ่มปรับพฤติกรรมหันมาสนใจ “ราคา” เป็นปัจจัยที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจซื้อสูงที่สุด ที่แม้ว่าความเป็นจริง ความต้องการสินค้าไอทีใหม่ๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง หากแต่ปัจจัยลบรอบตัวกลับเป็นตัวบีบให้เกิดความระมัดระวังการใช้จ่ายมากกว่าปกติ โดยคาดว่า ราคาสินค้าไอทีที่เรียกความสนใจได้มากที่สุดของปีหน้าจะอยู่ระดับ 10,000-20,000 บาท
 “ถ้ามองเป็นจำนวนยูนิตแล้วคาดว่าไม่ตกลง แต่มูลค่าตลาดตกแน่ๆ เพราะราคาสินค้าทำท่าว่าจะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งถ้ามองในแง่ดีก็จะเป็นโอกาสของผู้บริโภคมากกว่าผู้ค้า”
 เขาเชื่อว่า สูตรสำเร็จของการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคปีหน้าจะเน้นสินค้าไอทีที่ “ราคาต่ำที่สุด, คุณภาพดีที่สุด และมีความคุ้มค่ามากที่สุด” โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นยี่ห้ออะไร
 นายเอกชัยเห็นว่า แนวโน้มของเทคโนโลยียังเป็นมุมบวกต่อเนื่อง จากการมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ความสามารถดีขึ้น เทคโนโลยีใช้ง่ายขึ้น สะดวกต่อการพกพา โดยที่ราคาต่อประสิทธิภาพจะเพิ่มขึ้น
 ทั้งมั่นใจว่า ผู้ซื้อยังคงนิยมซื้อจากร้านค้าปลีกไอทีขนาดใหญ่ ที่รวมสินค้าหลากหลายให้เลือก ณ จุดเดียว มีสาขามากแห่ง ราคาเท่ากันทั่วประเทศ เสมือนร้านสะดวกซื้อ แถมรับบริการที่ไหนก็ได้
 
เน็ตบุ๊คยังแรง
 พร้อมกันนี้ นายประสิทธิ์ เผยว่า จากการสำรวจข้อมูลเบื้องต้น สินค้าไอทีที่จะครองอันดับขายดีสูงสุดปีหน้าพระเอกหลัก ยังคงเป็น 3 รายการ
 คือ โน้ตบุ๊ค (รวมเน็ตบุ๊ค), กล้องดิจิทัล และโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะกลุ่มคอมพิวเตอร์พกพาที่ได้แรงส่งจาก “เน็ตบุ๊ค” ทำให้ตลาดพีซีขยายตัวอย่างมาก โดยคาดว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ตลาดดังกล่าวคึกคักมากที่สุด เนื่องจากผู้ค้าพีซีทุกแบรนด์ส่ง “เน็ตบุ๊ค” ลงตลาด
 ขณะเดียวกันก็จะเห็นพัฒนาการของตลาด “เน็ตบุ๊ค” ที่เริ่มขยับเข้าใกล้ตลาดโน้ตบุ๊คระดับล่างมากขึ้น
 “ปีหน้าเน็ตบุ๊ค 12 นิ้วมาแน่ ซึ่งเป็นการแก้ไขข้อจำกัดหนึ่งของเน็ตบุ๊ครุ่นแรกๆ ที่จอเล็กใช้งานได้ไม่ถนัด ซึ่งเมื่อจอขนาดใหญ่ขึ้น สิ่งที่ตามมาคือแป้นจะใหญ่ขึ้น หน้าตา และราคาก็จะใกล้กับโน้ตบุ๊คมากขึ้น ช่องว่างที่ยังเหลืออยู่คือ ตัวไดร์ฟ สำหรับเล่นแผ่นซีดี ดีวีดี ซึ่งเชื่อว่าตัวที่จะตัดสินใจได้ง่ายที่สุดคือ ราคาและฟังก์ชั่นที่โดนใจผู้ใช้มากที่สุด”
กำเนิดไอทีพันธุ์ใหม่
 อย่างไรก็ตาม นายประสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงแนวโน้มพัฒนาการของสินค้าไอที ซึ่งเชื่อว่า ปี 2552 จะเริ่มเห็นสินค้าไอทีหลอมรวมเข้าหากันมากขึ้น โดยเฉพาะ “มือถือ” ที่จะรองรับการทำงานได้หลากหลาย เช่น เข้าเว็บสังคมได้ง่าย ถ่ายภาพด้วยความละเอียดเทียบเท่ากับกล้องคอมแพค และควบคุมด้วยระบบสัมผัส แทนปุ่มกดมากขึ้น
 นอกจากนี้ยังจะได้เห็นการบันเดิลฟังก์ชั่นข้ามสายผลิตภัณฑ์ โดยเขายกตัวอย่างต้นแบบสินค้าไอทีพันธุ์ใหม่ที่ปีหน้าจะได้เห็น เช่น มือถือที่สามารถเป็นโปรเจคเตอร์ในตัวของผู้ผลิตแบรนด์เกาหลี และฐานตั้งโทรศัพท์มือถือ (Docking) ที่ใช้เป็นคอมพิวเตอร์ได้ในตัวของผู้ผลิตแบรนด์โอโล่ (OLO)
อินเทลเตรียมส่งลาร์ราบี
 ขณะที่แนวโน้มพัฒนาการด้าน “หัวใจของพีซี” อย่างโปรเซสเซอร์ ซึ่งค่ายใหญ่อินเทลออกมาประกาศโรดแมปชัดเจนแล้วว่า ปี 2552 จะเริ่มสถาปัตยกรรมการผลิตแบบ 32 นาโนเมตรอย่างเต็มตัว หลังจากตลอดปีนี้อินเทลได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มเทคโนโลยีนับตั้งแต่ควอดคอร์ “ไอเซเว่น” ที่สามารถทำงานได้เสมือนมีพีซี 16 เครื่องประมวลผลได้พร้อมกัน
 ล่าสุดบริษัทยังเตรียมแผนเปิดตัวรองรับการขยายตัวของตลาดดังกล่าวด้วย “สถาปัตยกรรมลาร์ราบี (Larrabee)” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการประมวลผลภาพในอนาคต และยังเป็นต้นแบบของการประมวลผลแบบหลายคอร์ สำหรับเจาะตลาดกราฟฟิก ที่พร้อมจำหน่ายปีหน้าด้วย

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/12/23/news_322550.php





Hack Your Mind Class 18/12/2551

18 12 2008

วันนี้มีคุณแจงซึ่งมีตำแหน่งระดับผู้จัดการในบริษัทเอไอเอเลยที่เดียวครับ โดยพี่แจงได้พูดเกี่ยวกับเรื่องการสื่อสาร และให้ทำ workshop มากมายเลยครับ

การสื่อสารนั้นจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีความตั้งใจทั้งผู้ส่งและผู้รับ เหมือนกันโยนบอล ถ้าคนโยนไม่ตั้งใจก็จะโยนไม่ดี ส่วนถ้าคนรับไม่ตั้งใจก็จะรับไม่ได้ นอกจากนี้การสื่อสารที่ดี ทั้งผู้ส่งและผู้รับจะต้องมี

1.Intention(การตั้งใจ)

2.Attention(การสนใจ)

หลังจากการบรรยายทฤษฎีกันไปแล้ว เราก็ได้ทำกิจกรรม Workshop กันครับ โดยกิจกรรมที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นบทฝึกในการสื่อสารนั้นเองครับ ซึ่งการฝึกจะมีคนหนึ่งเป็นโค้ช และ อีกคนเป็นผู้ถูกฝึก ถ้าโค้ชเห็นว่าผู้ถูกฝึกทำผิดพลาดก็จะต้องพูดคำว่า Flunk (สอบตก) และให้ผู้ถูกฝึก ฝึกต่อจากจุดที่ยังไม่ผ่านครับ

กิจกรรมแรกคือ กิจกรรมการอยู่ตรงนั้น เป็นการฝึกให้จิตใจของเรารู้สึกตัวอยู่ตลอดว่ากำลังอยู่ที่ไหน ไม่ใจลอยออกไป ไม่ให้หลับ ฝึกโดยการหลับตาและควบคุมให้จิตใจนึกถึงภาพที่อยู่ตรงหน้าตลอด ไม่ให้วอกแวก ให้รู้ตัวว่าเราอยู่ตรงนั้น

กิจกรรมที่สองเป็นการฝึกการเผชิญหน้า ฝึกโดยให้ผู้ถูกฝึกนั่งนิ่งและจ้องที่หน้าของโค้ช ทั้งนี้ผู้ถูกฝึกจะต้องไม่แสดงอาการใดๆออกมาเลย เพื่อเป็นการฝึกไม่ให้หวั่นไหวต่อการเผชิญหน้า

กิจกรรมที่สาม เป็นการฝึกให้เราไม่หวั่นไหวต่อการรบกวนของสิ่งรอบข้าง โดยโค้ชจะพูดยั่วแหย่ด้วยวิธีต่างๆ ผู้ถูกฝึกจะต้องไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมาเลย เพื่อเป็นการทนต่อสิ่งรบกวนรอบข้าง

กิจกรรมที่สี่ เป็นการฝึกการส่งสารไปยังผู้รับ ฝึกโดยให้ผู้ถูกฝึกอ่านประโยคบนกระดาษให้โค้ชฟัง โดยผู้ถูกฝึกจะต้องอ่านประโยคเหมือนกับรู้สึกอย่างนั้นอยู่จริงๆ ถ้าโค้ชรู้สึกว่าเสียงเบาไป ดังไป หรืออารมณ์ไม่เหมือนจริง ก็ต้องมีการเตือน

กิจกรรมที่ห้า เป็นการฝึกการตอบรับ โดยให้โค้ชพูดประโยคใดๆออกมา ผู้ถูกฝึกจะต้องตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่ทำให้ผู้พูดรู้สึกไม่ดี

วันนี้สิ่งที่ได้รับฟังมาล้วนมีความสำคัญต่อการทำงานเป็นอย่างมากครับ ถือได้ว่าคุ้มค่าที่ได้ฟังจริงๆครับ





Hack Your Mind Class 11/12/2551

14 12 2008

วันพฤหัสที่ผ่านมาผมไม่ได้ไปเรียน Hack your mind ครับ เนื่องจากติดภารกิจ ต้องไปคัดผู้อัญเชิญพระเกี้ยว ซึ่งผมก็เลยใช้วิธีนั่งอ่าน Blog เพื่อน และให้เพื่อนช่วยอธิบายให้ฟังครับ ก็พอจะจับใจความได้มาบ้างครับ

คาบล่าสุดมีการแบ่งการบรรยายเป็น2ช่วงครับ โดยช่วงแรกเป็นช่วงของคุณศิริลักษณ์ โดยคุณศิริลักษณ์ได้บรรยายเรื่องการสร้างความสำเร็จในชีวิตครับ

ในการทำงานเราจะต้องใช้ทักษะ 2 ส่วนคือ

1. Hard Skill เป็นทักษะในการทำงานทางวิชาชีพที่เราได้ร่ำเรียนหรือสั่งสมประสบการณ์มา

2.Soft Skill เป็นทักษะทางสังคม การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การให้กำลังตนเองและคนรอบข้าง

ซึ่งโดยปกติเราจะต้องใช้ทักษะ Soft Skill ถึง 80 % จึงควรฝึกฝนให้มาก

นอกจากนี้การจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีการวางแผนที่ดี โดยใช้หลักการRPMคือ

1. Result สิ่งที่เราต้องการ

2.Purpose จุดประสงค์ที่เราต้องการสิ่งนั้น

3.Massive action plan แผนการเพื่อจะได้สิ่งนั้น

ช่วงที่2เป็นการบรรยายของคุณปรีดาวัลย์ซึ่งมาบรรยายเรื่อง Life Skill

ในความสำเร็จของคนเราจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ

1. Result

2. Growth

3. Fun

ซึ่งเราต้องปรับทั้ง 3 อย่างให้สมดุลย์ เพื่อให้เราได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีความสุขกับมัน

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องสิ่งที่จะมาทำร้ายจิตใจเรา ซึ่งก็คือ ความคิด ความจำ ความรู้สึก โดยเราควรหาวิธีจัดการ เช่นฝึกให้ทนทานต่อคำพูดเหล่านั้น

สรุปว่าที่วันนี้พลาดโอกาสไปฟัง รู้สึกเสียดายมากครับ แต่ก็ยังพอจับใจความได้ ยังพอจะตามเพื่อนๆทันครับ ขอบคุณอ.ธงชัยที่พาวิทยากรดีๆเช่นนี้มาบรรยายครับ





บทเรียนสำหรับ Value Investor

10 12 2008

Value Investor ทั้งหลายตอนนี้กำลังหวาดผวากับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หลายๆคนเริ่มสั่นคลอนว่าตัวเองจะสามารถเป็น Value Investor ที่ดีได้หรือเปล่า เพราะราคาหุ้นตอนนี้มันช่างต่ำเตี้ยจนน่ากลัวไปหมด ผิดจากก่อนหน้านี้ไม่นานที่ตลาดหุ้นดูสดใส น่าซื้อไปหมด ทำให้มูลค่าหุ้นในพอร์ตของ VI บางคน เหลือไม่ถึง 30% ด้วยซ้ำ แต่วันนี้ผมไปเจอบทความของดร.นิเวศน์ VI ชั้นนำของเมืองไทย ได้ให้ข้อคิดไว้มากมาย ลองไปอ่านกันดูนะครับ

บทเรียนจากวิกฤติ

นักลงทุนที่ดีนั้นจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์   ตลาดหุ้นในภาวะวิกฤตินั้นเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากที่นักลงทุนจำเป็นต้องเรียนรู้    เพราะถึงแม้ว่าวิกฤติตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นไม่บ่อยแต่ผลกระทบของมันมหาศาล    มันอาจจะหมายถึงความสำเร็จหรือล้มเหลวในชีวิตการลงทุนได้   เพราะวิกฤติของตลาดหุ้นนั้นมักทำให้หุ้นตกลงไปกว่า  50%  บางครั้งอาจจะมากถึง  80-90%   ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่เราอุตส่าห์สร้างมา  บางทีนานนับสิบปี  หายวับไปกับตา  ดังนั้น  ถ้าจะประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาวจริง ๆ   Value Investor จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวิกฤติตลาดหุ้นและสามารถ  เอาตัวรอดมาได้      ว่าที่จริง   ผมเองคิดว่า   ก่อนที่ใครจะเป็น  เซียน  ในการลงทุนได้   เขาต้องผ่านวิกฤติตลาดหุ้นก่อน   อย่างน้อย  2  ครั้ง   สาเหตุที่บอกว่า 2  ครั้งก็เพราะว่า   ถ้าผ่านมาเพียงครั้งเดียวเขาอาจจะผ่านมาได้   โดยบังเอิญ   หรืออาจจะเป็นช่วงที่เขายังมีเงินลงทุนน้อย   ดังนั้น  การขาดทุนอาจจะยังไม่มีนัยสำคัญ   แต่ถ้าผ่านมาได้  2  ครั้งแล้วยังสามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้อย่างน่าประทับใจ   นั่นก็แสดงว่าเขาแน่จริง    และต่อไปนี้ก็คือบทเรียนบางประการที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ความจริงแท้แน่นอนว่าจะต้องเกิดแบบนี้ทุกครั้งที่มีวิกฤติข้อแรก ก็คือ  ภาวะวิกฤติตลาดหุ้นนั้น  มักจะมาโดย  ไม่รู้ตัว   ไม่มีใครคาดว่าจะเกิดขึ้น   ก่อนหน้านั้น  นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญต่างก็จะคาดการณ์ไปต่าง ๆ  นา ๆ   แต่ไม่มีใครคิดว่าตลาดหุ้นจะตกได้   ขนาดนี้   บางที   เช่นในตอนต้นปีนี้อาจจะมีคนพูดว่าดัชนีตลาดหุ้นอาจไปได้ถึง  1,000 จุดก่อนสิ้นปี   บางคนบอกว่าอาจจะอยู่แค่  800-900  จุด  แต่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเหลือเพียง 400 จุดได้   ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   บทเรียนก็คือ   ตลาดหุ้นหรือดัชนีตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ คาดไม่ได้  ซึ่งก็แปลว่า   วิกฤติตลาดหุ้นนั้นอาจจะมาได้เสมอ ข้อสอง  ก็คือ   วิกฤติตลาดหุ้นนั้นเกิดขึ้นได้ทั้งในยามที่ตลาดหุ้นเฟื่องฟูหรือตลาดหุ้นซบเซา    และ  เกิดขึ้นได้ในยามที่หุ้นโดยทั่วไปมีราคาแพงเป็นฟองสบู่นั่นคือ  ค่า  PE  และ/หรือ PB   มีค่าสูงลิ่ว    หรือในยามที่ตลาดหุ้นโดยทั่วไปมีราคาถูก  ค่า  PE  และ/ หรือ PB  มีค่าต่ำอย่างที่ตลาดหุ้นไทยเป็นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา   ดังนั้น   อย่าพูดว่าดัชนีตลาดต่ำมากแล้วและคงไม่ต่ำลงไปได้อีกมากนัก    เพราะหุ้นที่ถูกมากแล้วนั้นอาจจะถูกลงไปได้อีกมากในยามวิกฤติข้อสาม  ภาวะวิกฤตินั้น   มักเกิดขึ้นในยามที่เรามีหุ้นอยู่   เต็มมือ นั่นก็คือ  มันมักเกิดขึ้นในยามที่นักลงทุนมีความมั่นใจสูงและต่างถือหุ้นกันในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ   บางคนเล่นหุ้นด้วยมาร์จินโดยอาจจะคิดว่าภาระดอกเบี้ยที่เสียไปแค่ปีละ  7-8%  นั้น  คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนในหุ้นด้วยเงินกู้ข้อสี่   หุ้นที่เราซื้อลงทุนโดยที่คิดว่ามี  Margin Of Safety สูง  คำนวณจากค่า  PE  ที่ต่ำมากนั้น  เมื่อเกิดวิกฤติ   ราคาก็ตกลงมามากและ  Margin Of Safety  กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย   และนี่อาจจะเป็นบทเรียนว่า  การหา  Margin Of Safety โดยเน้นไปที่ตัวเลขกำไรของอดีตเพียงปีเดียวนั้น   อาจจะไม่ใช่  Margin Of Safety จริง     อย่างที่เราคิด   เพราะเมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  ผลการดำเนินงานของบริษัทก็ตกลงมาทำให้ราคาหุ้นลดลงตาม   ค่า  PE   ก็ยังต่ำอยู่เหมือนเดิมหรือต่ำลงไปอีก   มันกลายเป็นหุ้นที่มี   “Margin Of  Safety”  ตลอดกาล    ข้อห้า   ในอีกด้านหนึ่ง   หุ้นที่มี  Margin Of Safety ในด้านของการดำเนินงาน   นั่นก็คือ  เป็นกิจการที่ผลการดำเนินงานมั่นคงและทนทานต่อภาวะเลวร้ายทางเศรษฐกิจได้นั้น   แม้ว่าราคาหุ้นจะไม่ถึงกับต่ำนั้น    ราคาหุ้นกลับสามารถยืนอยู่ได้หรือตกลงไปไม่มากเมื่อเกิดวิกฤติ    ดังนั้น  สำหรับผมแล้ว   Margin Of Safety  ที่เกิดจากความมั่นคงแข็งแกร่งของผลการดำเนินงานของบริษัท   มีค่ามากกว่า  Margin Of Safety เนื่องจากราคาหรือความถูกของหุ้นข้อหก   เมื่อเกิดวิกฤติขึ้น  แม้ว่าจะเกิดจากภายนอกประเทศและต่างชาติเป็นผู้ขายหุ้นสุทธิเป็นหลัก   หุ้นทุกกลุ่มทั้งหุ้นใหญ่ที่ต่างชาติเล่นและหุ้นเล็กที่ต่างชาติไม่ได้ถือ   ต่างก็มีราคาตกลงกันมาทั่วหน้า    ไม่มีหุ้นไหนรอดพ้นไปได้   สิ่งที่แย่ก็คือ   หุ้นใหญ่นั้นราคาอาจจะลดลงแต่ก็สามารถขายได้   ในขณะที่หุ้นเล็กจำนวนมากนั้น  หาสภาพคล่องได้ยากเหลือเกิน   หุ้นบางตัวราคาอาจจะลงมาไม่มากเท่าแต่จริง ๆ  แล้วที่ไม่ลงอาจจะเป็นเพราะไม่มีสภาพคล่องให้ซื้อหรือขายทำให้ดูเหมือนว่าหุ้นไม่ได้ลงมามาก

ข้อเจ็ด   วิกฤตินั้น  อาจจะเป็น  โรคติดต่อ  ได้   ในยามที่เศรษฐกิจโลกเป็นโลกาภิวัฒน์   เราจะดูแต่ความเป็นไปภายในประเทศเพียงอย่างเดียวไม่ได้   อันตรายจากการลงทุนจึงเพิ่มขึ้นมากและนี่นำไปสู่ปรัชญาใหญ่ของการลงทุนที่ว่า    ความเสี่ยงนั้นสำคัญยิ่งกว่าผลตอบแทน  และทำให้ผมต้องอ้างคำพูดของ วอเร็น  บัฟเฟตต์  ก่อนที่จะจบบทความนี้อีกครั้งหนึ่งว่า   หลักการลงทุนข้อที่หนึ่งก็คือ   อย่าขาดทุน  และหลักการลงทุนข้อสองก็คือ   ให้กลับไปดูข้อหนึ่ง    วิกฤตินั้นให้บทเรียนที่สำคัญมากที่นักลงทุนมักจะลืมเลือนหรือให้ความสำคัญน้อยในยามที่ตลาดหุ้นสดใสนั่นก็คือ   การลงทุนมีความเสี่ยง  ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ที่มา : http://api.settrade.com/blog/nivate/2008/12/08/435





นักล่าตาข่ายคนใหม่ของรีลมาดริด

9 12 2008

รีลมาดริดซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทีมเจ้าบุญทุ่มทีมหนึ่งของวงการลูกหนัง ซึ่งปกติจะมีข่าวครึกโครมในการคว้านักเตะชื่อดังมาเสริมทัพอยู่เป็นประจำ ล่าสุดก็เพิ่งคว้าศูนย์หน้าตัวใหม่มา เพื่อทดแทนการบาดเจ็บของรุด ฟาน นิสเตอรอย ซึ่งคนคนนี้ก็คือ คลาส แยน ฮุนเตลาร์ โดยค่าตัวอยู่ที่ราวๆ 1200 ล้านบาท ฟังแล้วดูน่าจะไม่ธรรมดาจริงๆ ผมจึงนำบทความสัมภาษณ์มาฝากครับ ให้ลองอ่านกันดูว่าเค้ามีความมั่นใจแค่ไหนที่จะได้มาร่วมทีมรีลมาดริด

 เปิดใจ “ฮันเตอร์” หอกใหม่เรอัล
 

 

หลังจากที่ควานหาดาวยิงคนใหม่มานาน ในที่สุด เรอัล มาดริด ก็ได้กองหน้าฝีเท้าฉกาจมาล่าตาข่ายในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว แทนที่ รุด ฟาน นิสเตลรอย ที่เดี้ยงยาวจนต้องพักทั้งซีซั่นเรียบร้อยแล้ว และคนๆนั้นก็มีนามกรว่า คลาส แยน ฮุนเตลาร์ หัวหอกชาวดัตช์วัย 25 ปี ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับ “พี่ม้า” นั่นเอง
 
 
ในฐานะที่เป็นสมาชิกคนใหม่ล่าสุดสดๆร้อนๆของทีม “ราชันชุดขาว”  ฮุนเตลาร์ ผู้ซึ่งมีฉายาน่าเกรงขามว่า “ฮันเตอร์” ก็ได้เปิดใจถึงเรื่องราวต่างๆผ่านเว็บไซต์ของต้นสังกัดแห่งใหม่ หลังจากที่เก็บข้าวของย้ายมาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ยอดทีมในบ้านเกิด ด้วยค่าตัว 27 ล้านยูโร (ประมาณ 1,242 ล้านบาท) เมื่อกลางสัปดาห์ก่อน ว่าแล้วก็อย่ามัวเสียเวลาร้องรำทำเพลงกันอยู่เลย ไปทำความรู้จักกับสตาร์ทีมชาติฮอลแลนด์รายนี้กันเลยดีกว่า   
 
– ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทั้งตัวคุณและครอบครัวคุณคงวุ่นวายน่าดู
KJH “ใช่ พวกเขาวุ่นวายจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก”

 

– คุณเกือบจะได้ย้ายมาที่นี่แล้วเมื่อช่วงซัมเมอร์ ดังนั้นคุณคงมีความสุขมากแน่ๆ เมื่อในที่สุดคุณก็ได้เซ็นสัญญากับ เรอัล มาดริด
KJH  “ผมมีความสุขมากจริงๆกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มันคือฝันที่เป็นจริง”

 

– ครอบครัวคุณคิดอย่างไรบ้าง เมื่อคุณได้ย้ายมาร่วมทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก?
KJH  “พวกเขามีความสุขกับผมมาก เพราะพวกเขารู้ดีว่า ผมพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อสิ่งนี้มานานแล้ว พวกเขาแฮปปี้สุดๆที่ได้เห็นผมพบกับฝันที่กลายเป็นจริง”

 

– คุณคงภูมิใจในตัวเองมากเลย
KJH “แน่นอน”

 

– คุณได้เห็นสิ่งต่างๆที่ มาดริด บ้างหรือยัง?
KJH  “เห็นไม่ค่อยมากนัก ผมเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ได้ 1 คืน และก็ได้รู้จักบางสถานที่แล้ว”

 

– นักเตะดัตช์ทั้ง 6 คนที่นี่ จะคอยช่วยคุณปรับตัวให้เข้ากับทีมได้รวดเร็วแน่นอน
KJH  “ผมมั่นใจว่าพวกเขาจะคอยช่วยเหลือผม นักเตะหลายคนได้บอกกับผมแล้วว่า พวกเขาจะยื่นมือช่วยเหลือผม”

 

-ได้ยินมาว่า เวสลี่ย์ สไนเดอร์ ส่งข้อความถึงคุณด้วย
KJH “หลายคนเลยแหละ และมันก็เป็นเรื่องที่ดีมากด้วยที่พวกเขาทำแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายกับที่นี่ในกรุงมาดริด ผมคิดว่าตัวเองจะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว” 

 

– คุณกำลังรอคอยโอกาสได้ลงเล่นกับ เวสลี่ย์ อีกครั้งอย่างแน่นอน
KJH  “ใช่เลย ผมเคยเล่นกับเขามาแล้วที่ อาแจ็กซ์ และก็ได้เฝ้าดูพัฒนาการของเขาด้วย ผมได้พบกับเขาอีกครั้งตอนที่เล่นให้ทีมชาติฮอลแลนด์ มันเป็นเรื่องที่สุดยอดจริงๆ ที่สุดท้ายแล้วพวกเราได้เล่นอยู่ในทีมเดียวกันอีกครั้ง”

 

– คุณมองเขาอย่างไรบ้างในฐานะนักฟุตบอลคนหนึ่ง?
KJH  “ผมคิดว่าเขาเป็นนักฟุตบอลที่ดีเมื่อตอนที่เขาเซ็นสัญญากับ เรอัล มาดริด แต่เขาก็กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมทีเดียว เพราะผมเองก็หวังที่จะพัฒนาฝีเท้าเช่นกัน” 

 

– จอห์นนี่ ไฮติงก้า ที่เล่นให้กับ แอตเลติโก มาดริด คุณได้คุยกับเขาบ้างหรือยัง?
KJH  “ได้คุยแล้ว มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ที่มีนักเตะจาก อาแจ็กซ์ อยู่ในกรุงมาดริดหลายคน และก็จะได้พบปะกันอีกครั้ง มันคือฝันที่เป็นจริงเลยล่ะ”

 

– คุณจะต้องเก็บความเป็นเพื่อนไว้อย่างแน่นอน ยามที่คุณได้พบกับเขาในเกมดาร์บี้แมตช์นัดต่อไป
KJH “แน่นอนอยู่แล้ว พวกเราต้องคว้าชัยชนะให้ได้ ผมจะเล่นเพื่อ 3 คะแนน”

 

– นักเตะดัตช์คนแรกที่ย้ายมา เรอัล มาดริด ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคือ รุด ฟาน นิสเตลรอย ซึ่งเป็นนักเตะที่คุณถูกนำไปเปรียบเทียบอยู่บ่อยครั้ง
KJH “เขาเป็นดาวยิงที่ดีมากๆ และผมก็เชื่อว่าเขาจะกลับมาจากอาการบาดเจ็บได้ ผมหวังว่าเขาจะทำได้”

 

– เขาเป็นนักเตะที่คุณเฝ้าดูและพยายามลอกเลียนแบบหรือเปล่า?
KJH “ผมอยู่ในทีมเยาวชนของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ตอนที่เขาเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ ดังนั้นผมจึงได้ดูเขาเล่นอยู่หลายครั้งทีเดียว” 

 

– สถิติการยิงประตูของคุณมันเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก คุณคิดว่าคุณสามารถนำฟอร์มการเล่นแบบนั้นที่ลีกดัตช์มาใช้ใน ลา ลีกา ได้หรือเปล่า?
KJH “ผมคิดว่าถ้าหากคุณสามารถยิงประตูในลีกแห่งหนึ่งได้ คุณก็สามารถยิงได้ทุกที่นั่นแหละ ที่นี่มีนักเตะชั้นยอดมากมาย และงานของผมคือการยิงประตู ดังนั้นผมจะพยายามทำให้ดีที่สุด” 

 

– นักเตะคนไหนที่คุณเฝ้าดูตอนเป็นเด็ก?
KJH “โรมาริโอ, เบิร์กแคมป์…และอีกหลายๆคน”

 

– คุณมีความปรารถนาที่จะเป็นนักฟุตบอลอยู่เสมอใช่หรือเปล่า?
KJH “ใช่ มันคือพรหมลิขิต”

 

– ตอนที่คุณอยู่ที่ เดอ กราฟสคัป คุณได้เล่นเป็นแบ็กซ้าย, มิดฟิลด์ตัวกลาง และแม้กระทั่งเป็นผู้รักษาประตู…
KJH “ตอนนั้นผมเด็กมาก อายุเพียงแค่ 10 ขวบเท่านั้น ขณะที่คนอื่นๆภายในทีมต่างมีอายุ 12 ขวบกันหมด ผมเริ่มเล่นในตำแหน่งแบ็กซ้าย และหลังจากนั้นก็ขึ้นไปเป็นกองหน้า ซึ่งผมก็เล่นได้ดีขึ้นเรื่อยๆในตำแหน่งนี้”

 

– คุณรู้สึกว่าตัวคุณเองเริ่มเก่งเรื่องการยิงประตูตอนไหน?
KJH  “ผมว่าน่าจะตอนอายุระหว่าง 10-12 ขวบ ผมยิงประตูได้ในช่วงนั้นและผมก็ชอบมันมากด้วย”

 

– ก่อนที่คุณจะเซ็นสัญญากับ อาแจ็กซ์ คุณเคยเล่นให้กับ ฮีเรนวีน ด้วย
KJH  “ใช่ ผมเล่นที่นั้น 1 ปีครึ่ง มันเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่นั่นมีผู้คนที่ยอดเยี่ยมมากมาย มันเป็นสโมสรที่ดีเยี่ยมจริงๆที่ผมจะเล่นให้”

 

– คุณมีสถิติกับ อาแจ็กซ์ ที่สุดยอดมากเลย ด้วยผลงาน 105 ประตู ใน 128 เกม
KJH “มันเป็นอะไรที่สวยงามจริงๆ ผมชอบที่จะยิงประตูให้มากที่สุดเท่าที่ผมสามารถทำได้”

 

– พวกเขายังให้คุณเป็นกัปตันทีมในช่วงต้นฤดูกาลนี้ด้วย มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขึ้นมั๊ยที่ต้องจากสโมสรมา?
KJH “ใช่ ผมเป็นกัปตันทีม แต่ เรอัล มาดริด แสดงความต้องการตัวผมอีกครั้ง และผมก็รู้สึกดีกับมันมาก นี่คือสิ่งที่ดีสำหรับอนาคตของผม”

 

– อะไรที่เป็นไฮไลต์สำคัญในชีวิตการค้าแข้งของคุณก่อนที่จะเซ็นสัญญากับ เรอัล มาดริด?
KJH  “น่าจะเป็นเกมแรกของผมกับทีมชาติฮอลแลนด์ และการเซ็นสัญญากับ อาแจ็กซ์ นอกจากนี้รางวัลส่วนตัวและกับทีมที่ผมได้มาทั้งหมดต่างก็เป็นไฮไลต์เช่นกัน”

 

– ข่าวดีสำหรับคุณคือ คุณจะได้เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้ นั่นเป็นสิ่งที่คุณรอคอยอยู่
KJH  “แน่นอน ผมเคยเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก มาแล้วในช่วงปีแรกที่ผมอยู่กับ อาแจ็กซ์ ทุกๆคนล้วนชอบเล่นในเกมระดับสูงที่สุดอยู่แล้ว มันจะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่สำหรับผมทีเดียว ที่จะได้เล่นในรายการนี้อีกครั้ง”

 

– คุณโชคไม่ดีที่จะต้องอดเล่นในเกมที่พบกับ บาร์เซโลน่า ที่ คัมป์ นู แต่ถึงยังไง คุณก็คงเฝ้ารอมันอยู่แล้ว (ฮุนเตลาร์ จะลงเล่นให้ เรอัล มาดริด ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 52 เป็นต้นไป)
KJH  “แน่นอน แต่ถึงยังไง ผมก็จะไปอยู่ที่นั่นด้วย”

 

– คุณอยากจะพูดอะไรกับแฟนบอลบ้าง?
KJH  “ผมจะเล่นด้วยความกระตือรือร้นและยิงประตูให้มากๆ เพื่อช่วยทีมคว้าชัยชนะ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคือการช่วยทีม”

 

– คุณมองตัวเองในฐานะนักเตะไว้อย่างไรบ้าง?
KJH  “ผมไม่ค่อยชอบพูดถึงตัวเองสักเท่าไร… คือผมชอบเล่นในกรอบเขตโทษ และให้มิดฟิลด์จ่ายบอลสวยๆมาให้ระหว่างกองหลังฝ่ายตรงข้าม”  

ที่มา : http://www.siamsport.co.th/Column/081209_027.html