เงียบแล้วฟัง 30/06/2551

30 06 2008

เคยมั๊ยครับที่บางทีคนหลายๆคนอยู่ด้วยกันแล้วมัน มักจะมีปัญหาตามมามากมาย ตามที่เค้าว่า “มากคน ก็มากความ”

ผมมักจะเป็นคนที่ทำกิจกรรมอยู่เสมอ จึงพบว่า คำที่เค้ากล่าวนั้นมันจริงเสมอ แต่อยากเติมอีกนิดเป็น “มากคน(ที่พูดมากแล้วไม่ฟัง) ก็(ยิ่ง)มากความ” สังเกตุได้ชัดๆจากการเมืองบ้านเรา นักการเมืองส่วนใหญ่มักจะเป็นคนที่พูดเก่งมากๆ ถ้าฟังเค้าพูดคนเดียวนี่แทบจะเชื่อสนิทใจ แต่พอมีหลายคนอยู่ด้วยกันเข้า ต่างคนต่างพูด ต่างมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ข้าถูกเสมอ เอ็งผิดเสมอ มันก็วุ่นวายกันใหญ่ ไม่มีใครฟังใคร ไอความต่างๆมันก็เลยมากขึ้นไปอีก

มาที่เรื่องการทำงานของพวกเรากันเอง เด็กจุฬา โดยเฉพาะ เด็กวิศวะ เวลาคนคณะอื่นทำงานด้วย พวกเรามักจะได้ยินเสียงความเห็นว่าทำงานกับเด็กวิศวะ มันน่าอึดอัด ผมก็เคยโดนว่ามาบ้างเหมือนกัน แต่ล่าสุดเพื่อนผมคนหนึ่งจากคณะอื่นเค้ามาบ่นเรื่องเด็กวิศวะให้ผมฟัง ด้วยความเซ็งสุดๆ ทำให้เราควรย้อนกลับมามองกันเองบ้างว่าทำไมมันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

เด็กวิศวะเป็นเด็กเก่ง เรื่องตรรกะและเหตุผล เด็กวิศวะ อาจจะเก่งกว่าคนอื่น แต่ด้วยความที่พวกเรามักจะใช้ความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ โดยยึดถึงหลักเหตุผลต่างๆที่เรารู้กันมา ซึ่งในหลายๆครั้งมันก็ถูก เราจึงมักจะออกความคิดเห็นกันจนไม่ค่อยฟังเสียงคนอื่น และตัดสินคนอื่นด้วยความคิดของเรา ซึ่งจริงๆแล้วสิ่งที่เราคิดได้มันอาจจะไม่ได้ดีที่สุดก็ได้ เพราะเราถูกปลูกฝังอยู่เสมอว่า 1+1=2 ถ้าใครคิดอย่างอื่นถือว่าผิด เราจึงเถียงๆๆแล้วก็เถียง จนกลายเป็นคนพูดมาก ซึ่งมันทำให้ความคิดของพวกเราแคบกว่าคนอื่นรึป่าว และเนื่องจากความมั่นใจในตัวเอง เมื่อเราเห็นว่าตัวเราเองถูก แสดงว่าคนอื่นผิดหรอ !@#$$%%^

ทำอย่างนี้มันถูกต้องรึป่าวครับ ถ้าเราเงียบแล้วฟัง เราอาจจะได้อะไรที่ดีกว่าที่เราคิดได้ก็ได้นี่หน่า 🙂





Affirmation 29/06/2551

29 06 2008

วันนี้ผมจะมาพูดถึงเทคนิคที่ผมใช้อยู่เรื่อยๆคือ Affirmation อย่างที่เรียนกันในวิชา Creativity

ผมขออธิบายการทำ Affirmation อีกครั้งละกันนะครับ Affirmation คือการย้ำจิต โดยอาจจะใช้การพูด การเขียนข้อความ หรืออะไรก็ตามเพื่อให้เราจดจ่อไปยังเป้าหมาย ซึ่งกลไกของสมองมนุษย์ก็มักจะหาทางไปสู่สิ่งนั้นเสมอ ทำให้เราประสบความสำเร็จในที่สุด

ปัจจุบันผมมักจะใช้ Affirmation อยู่เสมอโดยแต่ละครั้งผมมักจะทำเล่นๆ แต่ทำบ่อยๆ 55 (อย่างที่อาจารย์เคยพูดไว้) ผมมักจะบอกว่าผมเป็นนายกรัฐมนตรี อยู่เสมอ โดยเพื่อนๆผมแต่ละคนก็ชอบเข้ามาขอกระทรวงนั้นกระทรวงนี้กันอยู่เรื่อย 55555

อีกอย่างก็คือผมได้เขียนข้อความไว้ให้ตัวเอง เกี่ยวกับเรื่องของรายได้ ซึ่งขอปิดเป็นความลับก่อน อิอิ แต่ผมว่ามันเริ่มจะได้ผลแล้วครับ ผมกำลังพุ่งไปสู่เป้าหมายแล้ววว

จริงๆแล้วเทคนิคนี้ผมได้รู้มาก่อนแล้ว และได้ลองใช้มาบ้าง จนปัจจุบันเริ่มใช้เยอะขึ้น เพราะเห็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จหลายคนครับ โดยในต่างประเทศนั้นมีผู้ประสบความสำเร็จจากเทคนิคนี้มากมาย และยังมีคำคมที่สนับสนุนเทคนิคนี้ว่า “Fake it until you make it.”





Creativity Class 27/06/2551

27 06 2008

ขอประเดิม post แรกด้วยการพูดถึงข้อคิดจากการเรียนวิชา Creativity เลยละกันนะครับ

วันนี้ในการเรียน อ.ธงชัย ได้สอนถึงวิธีการหา Idea โดยเน้นให้หาเยอะๆไว้ก่อน แล้วพวกเราก็ได้ลองทำกิจกรรมหา idea ต่างๆออกมามากมาย ได้เรียนรู้เทคนิคการหาไอเดียเช่น การกำหนดว่าต้องหาให้ได้ 30 idea แล้วเขียนเลขข้อลงไปก่อน ซึ่งมันก็จะทำให้ดูเหมือน idea มันยังไม่หมด

พอเล่นๆใช้ๆไปก็พบว่า ว้าววว มันได้ผลแฮะ หา idea เยอะๆแล้วมันจะได้ไอเดียที่แปลกๆตอนหลังๆจริงๆด้วย มันเหมือนเป็นการบิดน้ำออกจากผ้า บิดไงก็ยังมีน้ำหยดออกมาอยู่ดีโดยการบิดให้แรงขึ้นอีกหน่อย

แล้วไอการได้ไอเดียแปลกๆมามันดียังไงหละ?
ผมวกกลับไปคิดเรื่อง กลยุทธ์ทางการตลาดที่เคยศึกษามา พบว่าช่วงหลังๆกลยุทธ์ทางการตลาดมักจะมุ่งเน้นไปที่ความแตกต่าง อย่างเช่น

  • Blue Ocean Strategy เน้นให้เราหาน่านน้ำสีคราม ไม่ใช่ไปแข่งขันกันใน น่านน้ำสีแดง ซึ่งดุเดือด นั้นก็คือเน้นให้เราคิดสิ่งที่แปลกใหม่นั้นเอง เป็นการหาช่องว่างทางการตลาด เพื่อไม่ต้องไปแข่งกับใคร กินนิ่ม
  • Long Tail Strategy เน้นให้เราเข้าถึงกลุ่มตลาดเล็กๆ(Niche Market) จำนวนมาก ไม่เน้นเฉพาะสินค้ายอดฮิตติดอันดับ แต่ให้หาทางเลือกที่ไม่รู้จบ ซึ่งก็เหมือนตอนที่เราหา idea เยอะๆนั้นแหละ
  • บลาบลาบลา ….. มันก็มีอันอื่นอีก แต่พอก่อนดีกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็น Marketing Blog ไปซะก่อน อิอิ

เอาเป็นว่าผมว่ามัน work เดี๋ยวจะเอาไปใช้ครับ 🙂